ฝันถึงรายได้ก้อนโต แต่อย่าลืมว่า… ก่อนให้เช่าคอนโด บ้าน หรืออสังหาริมทรัพย์ใดๆ ต้องคำนวณ ภาษีให้เช่า โดยคำนึงถึงภาษี 2 ประเภท คือ ภาษีเงินได้ และภาษีที่ดิน

นักลงทุนทั้งหลาย อย่าลืมว่า… รายได้ก้อนงามจากการลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่า มีรายจ่ายระหว่างทางที่ต้องนำมาหักลบกับรายรับ โดยเฉพาะภาษีที่ต้องจ่ายให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเจ้าของคอนโดให้เช่าต้องเสียภาษีหลัก 2 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้ และภาษีโรงเรือน แม้เราจะไม่ได้ทำสัญญาเช่า หรือรับเงินแบบนอกระบบ โดยไม่มีหลักฐานหรือใบเสร็จใดๆ ที่เป็นหลักฐานให้ตรวจสอบได้ แต่เราก็ไม่อาจจะวางใจได้ว่าจะรอดปลอดภัยจากการตรวจสอบได้ เนื่องจากเคย มีกรณีที่กรมสรรพากรติดต่อสอบถามผู้เช่าจากเบอร์โทรที่แจ้งประกาศให้เช่าคอนโดไว้ ทำให้ผู้เช่าที่ตั้งใจหลบเลี่ยงภาษีต้องจ่ายเงินเสียภาษีย้อนหลังจำนวนมาก

ดังนั้น ทางที่ดีเราจึงควรดำเนินการต่างๆ ให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรก ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญญาเช่า การออกหลักฐาน หรือใบเสร็จรับเงิน การยื่นแจ้งอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า รวมถึงการเสียภาษีตามกฎหมาย

 

เรามาทำความเข้าใจวิธีการคำนวณภาษีเงินได้และภาษีโรงเรือน เพื่อคาดการณ์รายได้สุทธิหลังหักภาษีในแต่ละปีด้วยตัวเอง

 

ภาษีเงินได้

ภาษีเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน ถือเป็นภาษีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5) เช่น (ก)การให้เช่าบ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นหรือแพ เป็นต้น

เมื่อมีรายได้ดังที่กล่าวมาผู้มีเงินได้ต้องนำไปรวมกับเงินได้อื่นๆ (ถ้ามี) และนำไปยื่นเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ภาษีช่วงกลางปี (มกราคม-มิถุนายน) ซึ่งเรียกว่า ภ.ง.ด.94 ชำระภายในเดือนกันยายน และยื่นภาษีสิ้นปีหรือแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีต่อไป

ภาษีให้เช่า

วิธีการคำนวณแบ่งเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ วิธีเงินได้สุทธิ และวิธีเงินได้พึงประเมิน

  1. วิธีเงินได้สุทธิ วิธีการคำนวณเงินได้สุทธิจะคำนวณจากเงินทั้งหมดที่ได้รับ ประกอบด้วย รายได้ค่าเช่า และค่าเฟอร์นิเจอร์รวมกัน โดยนำมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ตามสูตรดังนี้

(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

สำหรับการปล่อยเช่าคอนโด ในปัจจุบันสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี โดยสามารถเลือกวิธีการหักที่ต่างกันได้ในแต่ละปี

วิธีหักค่าใช้จ่ายหักค่าใช้จ่าย
หักค่าใช้จ่ายเหมาในอัตรา 30%สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของคอนโดให้เช่าสามารถหักค่าใช้จ่าย 30% ของยอดรายได้
หักค่าใช้จ่ายจริงตามความจำเป็นและสมควรสำหรับผู้ที่เตรียมเอกสารไว้เรียบร้อยและประเมินค่าใช้จ่ายของตัวเองไว้ว่าน่าจะสูงกว่า 30% ของรายได้ โดยวิธีนี้สามารถนำภาษีโรงเรือนมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้

 

  1. วิธีเงินได้พึงประเมิน ในกรณีที่รายได้จากการให้เช่าคอนโด และรายได้อื่นที่ไม่ใช่เงินเดือนรวมกันมีรายได้มากกว่า 1 ล้านบาทต่อปี เราสามารถใช้วิธีเงินได้พึงประเมิน ตามสูตรดังนี้

รายได้ค่าเช่าทั้งหมด x 0.5%

หลังจากนั้น ลองเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณทั้ง 2 แบบ โดยสามารถใช้วิธีการคำนวณผ่านโปรแกรมการคำนวณภาษีต่างๆ ได้ก่อนยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา หรือผ่านอินเทอร์เน็ต

 

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

เจ้าของคอนโดไม่ว่า จะครอบครองเพื่ออยู่อาศัยหรือปล่อยเช่า มีหน้าที่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้วยเช่นกัน โดยแต่ละปีจะต้องเสียตามอัตราดังต่อไปนี้

>>>กรณีคอนโดมิเนียมแห่งที่ 2 เป็นต้นไป

 

>>>กรณีเชิงพาณิชย์

หากนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ออฟฟิศ, สำนักงาน, โรงแรม หรือธุรกิจร้านอาหาร

 

ทั้งนี้ ผู้ให้เช่ายังสามารถขอผ่อนชำระค่าภาษีแบ่งเป็น 3 งวดได้ โดยสามารถยื่นหนังสือแจ้งความจำนงขอผ่อนชำระค่าภาษีต่อพนักงานเก็บภาษีภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีที่วงเงินค่าภาษีที่จะขอผ่อนชำระมีจำนวนเงินค่าภาษีตั้งแต่ 9,000 บาทขึ้นไป

 

สรุปส่งท้าย ก่อนที่จะให้เช่าทรัพย์สิน การคำนวณ ภาษีให้เช่า ทั้งสองประเภทจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้คุณเข้าใจถึงภาระภาษีที่ต้องจ่ายทั้งในแง่ของรายได้จากการเช่าและการถือครองทรัพย์สิน นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณเตรียมตัวได้ถูกต้อง เพื่อการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั่นเองค่ะ…

 

สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทย
ได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property

ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service

>>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด

>>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด

>>> บริการบริหารและจัดการคอนโด

LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR

Tel : 089-986-0202

Youtube : @amberrealty

Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/

#ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

ผู้บริโภคในตลาดอสังหาฯ ปี 2568 มีความ ต้องการเช่า มากกว่าซื้อ จริงหรือไม่?

ปัจจุบัน ความท้าทายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไทย กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากรายงานของ DDproperty ในช่วงต้นปี 2567
พบว่า… กลุ่มที่อยู่อาศัยระดับล่างที่มีราคา 1-3 ล้านบาท ซึ่งครองสัดส่วนถึง 30% ของตลาดทั้งหมด กำลังส่งสัญญาณอันตราย
จากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่พุ่งสูงถึง 40-50% สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของกำลังซื้อที่แท้จริงในตลาดที่อยู่อาศัยระดับล่าง

และยิ่งไปกว่านั้น… ข้อมูลจากเครดิตบูโรยิ่งตอกย้ำความน่ากังวลของสถานการณ์ เมื่อพบว่าหนี้เสียจากสินเชื่อบ้านกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อระดับล่างที่เริ่มผ่อนบ้านไม่ไหว อันเนื่องมาจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น โดยประมาณ 60-70% ของหนี้ที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นหนี้เสีย
หรือคิดเป็นมูลค่าราว 1.2 แสนล้านบาท มาจากกลุ่มผู้กู้ที่ซื้อบ้านในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง
สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจลุกลามเป็นปัญหาเชิงระบบได้หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที

การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยยังคง เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญในชีวิตของผู้บริโภคหลายคน นอกจากจะสะท้อนถึงความมั่นคงและความพร้อมทางการเงินของผู้บริโภคแล้ว
ยังสะท้อนภาพรวมให้เห็นถึงการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจไทยชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในขณะที่อัตราดอกเบี้ยสูงย่อมส่งผลกระทบต่อการวางแผนซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคโดยตรงเช่นกัน
ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยว่า… เศรษฐกิจไทยปี 2566 ขยายตัว 1.9% ชะลอตัวจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2565
และคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2567 จะขยายตัวในช่วง 2.2–3.2% (โดยไม่รวมผลของมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต) ซึ่งปรับลดลงจากประมาณการครั้งก่อนหน้า
ที่คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2.7-3.7% ถือเป็นการส่งสัญญานให้ผู้บริโภคที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในปีนี้ต้องเตรียมวางแผนทางการเงินอย่างรัดกุมอีกครั้ง

ข้อมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย พบว่า… ภาพรวมความเชื่อมั่นด้านอสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภคชาวไทยมีทิศทางลดลงในทุกด้าน
โดยดัชนีความเชื่อมั่นด้านอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 48% จากเดิม 50% ในรอบก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจและความท้าทายต่างๆ
ยังคงส่งผลกระทบต่อการวางแผนซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะความท้าทายทางการเงินที่เป็นปัจจัยสำคัญส่งผลให้ความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคปรับลดลงตามไปด้วย
โดยลดลงมาอยู่ที่ 59% (จากเดิม 63% ในรอบก่อน) หลังจากผู้บริโภคต้องเผชิญกับความท้าทายทางการเงินทั้งจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูง

ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่า… อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่อยู่อาศัยอยู่ในระดับสูง (48%) และสูงมาก (29%) มีเพียง 16% ที่มองว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันมีความเหมาะสมแล้ว
ขณะเดียวกันมีผู้บริโภคเพียง 13% เท่านั้นที่มองว่ารัฐบาลมีความพยายามเพียงพอที่จะช่วยให้ซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองได้ (ลดลงจาก 15% ในรอบก่อน)
เนื่องจากภาครัฐยังคงไม่มีการออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม (นอกจากมาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง ที่ต่ออายุมาตรการจนถึงสิ้นปี 2567)

เมื่อพิจารณาความพึงพอใจในสภาพตลาดที่อยู่อาศัยมีการปรับลดลงเช่นกัน โดยลดลงมาอยู่ที่ 63% จากเดิม 65% ในรอบก่อน อย่างไรก็ตามสำหรับในกลุ่มผู้บริโภคที่ยังคงพึงพอใจอยู่
ส่วนใหญ่ 39% เผยว่าพึงพอใจเนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยในปัจจุบันยังเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ รองลงมามองว่าตลาดที่อยู่อาศัยมีเสถียรภาพและยืดหยุ่น 37% และเห็นโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว 31%

ขณะที่มุมมองของผู้ที่ไม่พึงพอใจ เกือบ 2 ใน 3 (65%) มองว่า เศรษฐกิจยังไม่ดีเท่าที่ควร ตามมาด้วยอัตราดอกเบี้ยยังไม่ลดลงมาถึงระดับที่คาดหวัง 32% และมองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่มีเสถียรภาพ 30%

คนอยากซื้อบ้านน้อยลงในยุคดอกเบี้ยสูง

ผู้บริโภคกว่า 2 ใน 5 (44%) วางแผนซื้อที่อยู่อาศัยในอีก 1 ปีข้างหน้า ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 53% ในรอบก่อนหน้า
ซึ่งถือเป็นสัญญาณสะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงไม่ฟื้นตัว สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง
นอกจากนี้ในกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางและล่างยังคงมีความเปราะบางทางการเงินจึงจำเป็นต้องลดการก่อหนี้ใหม่

ในทางกลับกันสัดส่วนของผู้เลือกเช่าที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นถึง 14% (จากเดิม 9%) ส่วนอีก 34% ยังไม่มีการวางแผนซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัยใดๆ
ขณะที่อีก 8% จะรับมรดกที่อยู่อาศัยต่อจากพ่อแม่และผ่อนชำระต่อไปแทน

1 ใน 3 ของคนหาบ้านมีเงินพร้อมซื้อ หวังเพิ่มพื้นที่ส่วนตัว เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ (44%) ตัดสินใจซื้อที่อาศัยในเวลานี้เนื่องจากต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากที่สุด
รองลงมา คือ เลือกซื้อเพื่อการลงทุน 29% และซื้อเพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับพ่อแม่/บุตรหลานให้มากขึ้น 27%

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาความพร้อมทางการเงินของผู้บริโภคพบว่ามีแนวโน้มเติบโตอย่างน่าสนใจ โดย 1 ใน 3 ของผู้ที่วางแผนซื้อที่อยู่อาศัย (33%)
เผยว่ามีเงินออมเพียงพอที่จะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองแล้ว สัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 24% ในรอบก่อนหน้า
สะท้อนให้เห็นว่า… คนหาบ้านยุคนี้ให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินก่อนตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น หลังจากเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจมาเป็นเวลานาน
ขณะที่ผู้บริโภคเกือบครึ่ง (47%) เผยว่า… เก็บเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น ส่วน 19% ของผู้วางแผนซื้อที่อยู่อาศัยยังไม่ได้เริ่มแผนเก็บเงินใดๆ เลย

เงินเก็บไม่พอ ทำให้คนหันเช่า เหตุผลหลักที่ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกเช่าที่อยู่อาศัยนั้น กว่า 3 ใน 5 (61%) เผยว่ายังไม่มีเงินเก็บเพียงพอในการซื้อที่อยู่อาศัยในเวลานี้
ขณะที่เกือบ 2 ใน 5 (38%) มองว่าที่อยู่อาศัยมีราคาแพงเกินไปจึงเลือกเก็บออมเงินแทน และ 27% มองไม่เห็นความจำเป็นหรือความเร่งด่วนที่ต้องซื้อที่อยู่อาศัยตอนนี้
สะท้อนให้เห็นว่าสภาพคล่องทางการเงินยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคไม่พร้อมเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย จึงหันมาเลือกเช่าแทน

เทรนด์ Generation Rent ที่ยังคงได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องด้วยความท้าทายจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทำให้คนรุ่นใหม่และวัยทำงาน
ไม่ต้องการเพิ่มภาระผูกพันทางการเงินในระยะยาวจากการซื้อที่อยู่อาศัย การเช่าจึงตอบโจทย์เรื่องค่าใช้จ่ายมากกว่า
และยังได้เปรียบในด้านความยืดหยุ่นและคล่องตัวหากต้องการย้ายที่อยู่อาศัยในอนาคต

โดยผู้เช่าส่วนใหญ่ 31% เผยว่า… ได้วางแผนเช่า 2 ปี ก่อนจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองในภายหลัง ขณะที่ 1 ใน 3 (33%) ยังไม่แน่ใจว่าจะเช่าต่อไปอีกนานแค่ไหน
เนื่องจากต้องพิจารณาความพร้อมหลายๆ ด้านประกอบกัน

โดยค่าเช่าที่ได้รับความสนใจมากที่สุดอยู่ที่ไม่เกิน 5,000 บาท/เดือน สัดส่วน 48% และมีสัดส่วนที่สูงขึ้นในกลุ่มผู้เช่าปัจจุบันและผู้มีรายได้น้อย
สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อและความสามารถในการใช้จ่ายของผู้เช่าในปัจจุบันที่ยังคงต้องรัดเข็มขัดต่อเนื่อง
รองลงมาคือ 5,001-10,000 บาท/เดือน และ 10,001-15,000 บาท/เดือน (สัดส่วน 39% และ 6% ตามลำดับ)

ผลสำรวจ คนหาบ้าน ในปี 2568 ต้องการเช่า มากกว่าซื้อ

สรุปส่งท้าย ปี 2568 อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่จะเห็นการปรับตัวครั้งใหญ่ทั้งจากฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภค
โดยผู้บริโภคมีความ ต้องการเช่า มากกว่าซื้อ เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ภายใต้บริบทของตลาดที่ต้องพึ่งพากลไกการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น โดยเฉพาะการออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง
ให้สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ควบคู่ไปกับการเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย
สามารถกลับมาขับเคลื่อนได้อย่างเต็มศักยภาพอีกครั้ง

และด้วยการเพิ่มจำนวนของวัยรุ่น Gen Z ที่มองหาการเช่า มากกว่าการซื้อ ด้วยเหตุผลที่ว่า… ไม่มีภาระผูกมัดย่อมดีกว่า เพราะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ก็เป็นผลต่อการตัดสินใจซื้อนั้นเองค่ะ…

 

สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทย
ได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property

ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service

>>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด

>>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด

>>> บริการบริหารและจัดการคอนโด

LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR

Tel : 089-986-0202

Youtube : @amberrealty

Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/

#ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

จากข่าวนักท่องเที่ยวคลุ้มคลั่ง ทำให้หลายคนตั้งคนถามว่า ให้เช่า คอนโดรายวัน ผิดกฏหมายหรือไม่?

ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า… ในปัจจุบันเทรนด์ Sharing Economy เป็นกระแสที่กำลังเกิดขึ้นในทุกวงการ ที่โด่งดังและเป็นประเด็นร้อนในสังคมทุกวันนี้ก็เช่น บริการเรียกรถ และบริการห้องพัก ซึ่งเปิดโอกาสให้คนทั่วไปที่มีรถ หรือมีห้องพักได้นำออกมาให้บริการหรือให้เช่า เพื่อสร้างรายได้ โดยผ่านตัวกลางต่างๆ เช่น ในกรณีของรถ คือ Grab Haupcar(Car Sharing) หรือ อย่างห้องพักก็เช่น Airbnb

และบทความนี้ Amber กำลังจะพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ คือ การนำคอนโดออกให้เช่าในลักษณะรายวันผ่านตัวกลางหรือผู้ให้บริการรายอื่นๆ ว่ามีแง่มุมทางกฎหมายอย่างไรบ้าง?

 

ทำความรู้จัก กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการห้องพักรายวัน

การให้เช่าห้องพัก เป็นรายวัน มีกฎหมายที่ควบคุม คือ พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งในมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดว่า “โรงแรม หมายความว่า สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราว สำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดโดยมีค่าตอบแทน…”

นอกจากตัวพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว ยังมีกฎกระทรวงกําหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2551 ออกมา ซึ่งถ้าดูเผินๆ อาจเข้าใจว่า… การให้เช่าคอนโด รายวันสามารถทำได้! เพราะข้อ 1 ของกฎกระทรวงฉบับนี้ กำหนดให้สถานที่พักที่มีจํานวนห้องพักในอาคารเดียวกันหรือหลายอาคารรวมกันไม่เกินสี่ห้องและมีจํานวนผู้พักรวมกันทั้งหมดไม่เกินยี่สิบคน ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสําหรับ คนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดโดยมีค่าตอบแทน อันมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการเพื่อหารายได้เสริมและได้แจ้งให้นายทะเบียนทราบตามแบบที่รัฐมนตรีกําหนดไม่เป็นโรงแรม

ตามกฎกระทรวงนี้ ดูเหมือนกับว่า… การให้เช่าคอนโดรายวันอาจจะทำได้ ถ้าเป็นการให้เช่ารายย่อยๆ แต่ที่จริงแล้วทำไม่ได้นะคะ เพราะคอนโดโครงการหนึ่ง หรือ ตึกหนึ่งต้องมีห้องพักเกินกว่า 4 ห้องอยู่แล้ว จึงไม่เข้าข่ายที่ได้รับยกเว้นให้ไม่ต้องขอใบอนุญาตโรงแรมตามกฎกระทรวงฉบับนี้ เนื่องจากกฎกระทรวงฉบับนี้มีเจตนา เพื่อส่งเสริมที่พักในลักษณะโฮมสเตย์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมรายได้ให้ท้องถิ่นในชนบท ที่เจ้าของมีห้องพักไม่มาก มีอาชีพหลักอื่นอยู่แล้วเสียมากกว่า

 

ให้เช่า คอนโดรายวัน

 

ถ้ามีการปล่อยห้องพักให้เช่ารายวันในคอนโดจะทำอย่างไร?

ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบกำกับดูแลการให้เช่าห้องพักรายวันในคอนโดนั้นๆ คือ นิติบุคคลอาคารชุดที่จะต้องทำหน้าที่แทนเจ้าของห้องทุกราย การกำกับดูแลทำได้ตั้งแต่การออกข้อบังคับอาคารชุดเพื่อสร้างอุปสรรคให้การเช่ารายวัน (เพราะการออกข้อบังคับห้ามเจ้าของห้องไม่ให้ใช้ห้องอย่างใดอย่างหนึ่งโดยตรงๆ นั้นทำไม่ได้ เนื่องจากขัดกับกรรมสิทธิ์ของเจ้าของห้อง) เช่น ออกบัตรสำหรับใช้ลิฟต์ที่เข้าออกได้เฉพาะชั้น และมีบัตรจำนวนจำกัด ห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของร่วมหรือไม่ได้มากับเจ้าของร่วมใช้ทรัพย์ส่วนกลาง

ถัดจากการออกข้อบังคับแล้ว นิติบุคคลยังสามารถร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติโรงแรมฯ มาตรา 59 ฐานประกอบกิจการโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีโทษปรับรายวันตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาทด้วย

นิติบุคคลอาคารชุดยังสามารถดำเนินการเพิ่มเติมในกรณีที่ผู้เช่าห้องรายวันเป็นคนต่างด้าว คือ ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 38 กำหนดให้เจ้าของสถานที่ต้องแจ้งต่อพนักงานตรวจคนเข้าเมืองภายใน 24 ชั่วโมงเมื่อมีคนต่างด้าวเข้าพัก

โดยนิติบุคคลอาคารชุดสามารถกวดขันเรื่องนี้ เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีการนำห้องพักออกให้เช่ารายวันได้ เพราะหากต้องแจ้งภายใน 24 ชั่วโมงทุกครั้ง หรือมีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบอยู่เสมอก็จะทำให้เจ้าของห้องรายนั้นไม่สะดวก และหยุดนำห้องออกให้เช่ารายวันในที่สุด และหากเจ้าของห้องไม่ได้แจ้งก็จะมีโทษตามพระราชบัญญัตินี้มาตรา 77 คือ ปรับ 2,000-10,000 บาท

ในปีที่ผ่านมีคดีตัวอย่างที่เจ้าของห้องปล่อยห้องให้เช่ารายวัน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำตัดสินแล้ว ทั้งที่ศาลจังหวัดหัวหินคดีอาญาหมายเลขดำที่ 50/2561 หมายเลขแดงที่ 59/2561 (พื้นที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) และศาลจังหวัดเพชรบุรีคดีอาญาหมายเลขดำที่ 277/2561 หมายเลขแดงที่ 900/2561 (พื้นที่ชะอำ)

โดยศาลชั้นต้นทั้งสองศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก แต่รอลงอาญา ปรับ และปรับรายวันกับเจ้าของห้อง ซึ่งเป็นบรรทัดฐานให้เจ้าของร่วมที่คิดจะปล่อยห้องให้เช่ารายวันว่าไม่สามารถทำได้อีกต่อไป…

 

สรุปส่งท้าย ให้เช่า คอนโดรายวัน ผิดกฎหมายหรือไม่? คำตอบคือ ทำไม่ได้นะคะ เพราะคอนโดโครงการหนึ่ง หรือ ตึกหนึ่งต้องมีห้องพักเกินกว่า 4 ห้องอยู่แล้ว จึงไม่เข้าข่ายที่ได้รับยกเว้นให้ไม่ต้องขอใบอนุญาตโรงแรมตามกฎกระทรวงข้างต้น นั่นเองค่ะ

 

และสำหรับใครที่ต้องการซื้อ ขาย เช่าคอนโด Amber International Realty บริษัทเอเจ้นท์คอนโดให้บริการโดยทีมงาน ที่เชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 📑การันตีด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปี

 

เราให้บริการแบบ One Stop Service เกี่ยวกับคอนโดมิเนียม แก่ลูกค้าทั้งชาวไทย

และชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ เป็นต้น ได้รับการยอมรับ

และทำงานร่วมกันกับ บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

 

เจ้าใหญ่ของไทย เช่น MQDC, Sansiri, AP Thai, Origin ฯลฯ ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโดบริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโดบริการบริหารและจัดการคอนโด

สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property

ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service

>>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด

>>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด

>>> บริการบริหารและจัดการคอนโด

LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR

Tel : 089-986-0202

Youtube : @amberrealty

Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/

#ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

ใครที่มองหา คอนโดใกล้ห้าง The Emsphere จะซื้ออยู่เองหรือจะซื้อปล่อยเช่า บทความนี้เรารวมมาให้แล้วค่ะ…

หลังจากรอคอยกันมานาน The Emsphere ห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ล่าสุดบนย่านพร้อมพงษ์ ได้เปิดบริการเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2566 ที่ผ่านมาแล้วค่ะ
ซึ่ง The Emsphere อยู่ภายใต้ The Em District ของ The Mall Group ที่ประกอบด้วยห้างระดับ Hi-End อย่าง The Emporium และ The Emquartier
โดยตั้งอยู่ติดถนนสุขุมวิท สามารถเดินเชื่อมจาก BTS สถานีพร้อมพงษ์มาทั้ง 3 ห้างนี้ได้เลย

ถึงแม้ว่าย่านพร้อมพงษ์ จะขึ้นชื่อว่า… เป็นอีกย่านนึงที่เต็มไปด้วยความหรูหรา กินดี ดื่มได้ อยู่อาศัยสบายแล้ว แต่การเปิดตัวของ The Emsphere จะช่วยเพิ่มสีสันและความน่าอยู่อาศัยให้กับย่านได้มากขึ้น

วันนี้ Amber จึงได้รวบรวม 5 คอนโดมิเนียมให้เช่า ซื้อขาย และที่อยู่ในช่วงกำลังก่อสร้างและสร้างเสร็จไม่เกิน 5 ปี ที่มีระยะห่าง 2 กิโลเมตร จาก The Emsphere
ซึ่งมีความน่าสนใจที่แตกต่างกัน มาดูกันดีกว่าค่ะว่าจะมีคอนโดอะไรบ้าง? ตามไปดูกันเลยค่ะ…

พร้อมพงษ์ เป็นทำเลใจกลางเมืองย่านธุรกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพ

ที่มีไลฟ์สไตล์โดดเด่น เป็นย่าน Shopping District ที่รู้จักกันในชื่อ The Em District ประกอบด้วยห้างสรรพสินค้าหรูอย่าง The Emporium, The Emquartier และ The Emsphere ห้างใหม่ล่าสุด
นอกจากThe Em District แล้ว ตามซอยต่างๆ เช่น ซอยสุขุมวิท 26, ซอยสุขุมวิท 24 หรือซอยสุขุมวิท 39 ก็เรียกได้ว่า… มีร้านอาหาร ร้านกาแฟต่างๆ อยู่เยอะพอสมควรเลย
อีกทั้งยังมีสวนสาธารณะอยู่ใกล้ๆทั้งสวนเบญจสิริและสวนเบญจกิติ ที่สามารถไปนั่งพักผ่อนและออกกำลังกายกันได้ด้วย

ถือว่าความอุดมสมบูรณ์ของย่านพร้อมพงษ์ก็ไม่เป็นรองย่านข้างเคียงอย่าง ทองหล่อ แหล่งรวมศูนย์การค้า ร้านค้าหลายสัญชาติ สถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืนและที่พักอาศัยชาวต่างชาติ
โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น อีกย่านนึงที่ติดกันก็เป็นย่านอโศก แหล่งธุรกิจหลักหรือ CDB ที่สำคัญที่สุดอีกแห่งหนึ่ง เนื่องจากมีอาคารสำนักงาน, โรงแรมระดับ 5 ดาว, แหล่ง Shopping สำคัญๆ
เช่น Terminal 21 และบริเวณแยกอโศกยังเป็นจุด Interchange สำคัญระหว่าง BTS (สถานีอโศก) กับ MRT (สถานีสุขุมวิท) อีกด้วย

ดังนั้น จึงไม่แปลกใจเลยว่า… ทำไมย่านพร้อมพงษ์ จึงเป็นทำเลยอดนิยมของทั้งชาวไทยและต่างชาติที่อยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่น
และทางผู้พัฒนาอสังหาฯ ก็หาซื้อที่ดินพัฒนาโครงการอยู่อาศัย เพื่อรองรับความต้องการอยู่อาศัยสูงบนทำเลนี้

ด้วยมูลค่าที่ดินของทำเลนี้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และที่ดินเปล่าสำหรับพัฒนาโครงการอยู่อาศัยก็เหลือน้อยเต็มที ประกอบกับ Landlord ก็ถือครองที่ดินไว้ ไม่ปล่อยขายง่ายๆ
ทำให้โครงการที่อยู่อาศัยในปัจจุบันที่เกิดขึ้นใหม่ในย่านนี้จึงเป็นรูปแบบคอนโดมิเนียมซะเป็นส่วนใหญ่ และอยู่ในซอยย่อยที่ได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้นอย่างซอยพร้อมมิตร
ซอยพร้อมศรี ซอยสวัสดี รวมถึงซอยประชัญคดี ที่จะมีเส้นทางลัดเลาะไปเส้นถนนอื่นๆได้ง่ายนั่นเอง

คอนโดใกล้ห้าง The Emsphere

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลช่วงกลางเดือนธันวาคม 2567 ดังนั้นราคาต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ

 

  1. โครงการแรก คือ 1. Quintara Phume Sukhumvit 39
    ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการประมาณ 102,000 บาท/ตร.ม. | เริ่ม 2.89 ล้าน
  1. Cloud Sukhumvit 23

ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการประมาณ 172,000 บาท/ตร.ม. | เริ่ม 5 ล้าน

จุดที่น่าสนใจคือเรื่องของวัสดุที่โดดเด่นกว่าเพื่อนๆ ให้ของมาดีเมื่อเทียบกับราคา และเป็นโครงการที่มีห้อง Loft และ Penthouse ขนาดไม่เกิน 100 ตร.ม. ให้เลือก จึงถือเป็นทางเลือกที่แตกต่างออกมาจากโครงการอื่นๆค่ะ

  1. Walden Sukhumvit 39

ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการประมาณ 200,000 บาท/ตร.ม. | เริ่ม 5.9 ล้าน

  1. Noble State 39

ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการประมาณ 240,000 บาท/ตร.ม. | เริ่ม 6.29 ล้าน

  1. KRAAM Sukhumvit 26

ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการประมาณ 260,000 บาท/ตร.ม. | เริ่ม 15.9 ล้าน

เป็นอย่างไรกันบ้าง?… กับ คอนโดใกล้ห้าง The Emsphere ที่เรารวมมาให้กัน คอนโดมิเนียมให้เช่า ใกล้ห้าง The Emsphere ในระยะไม่เกิน 2 กิโลเมตร ที่มีงบ 3 ล้านบาทก็ซื้อได้
หรือใครอยากลองเช่าอยู่ก็ดี หวังว่า… บทความนี้จะมีประโยชน์ สำหรับใครที่กำลังมองหาคอนโดเช่าอยู่ หรือซื้ออยู่ย่านพร้อม

 

สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property

ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service

>>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด

>>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด

>>> บริการบริหารและจัดการคอนโด

LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR

Tel : 089-986-0202

Youtube : @amberrealty

Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/

#ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

ใครที่กำลังคิดจะกู้ซื้อบ้าน คอนโด ต้องรู้เรื่องเอกสารในการกู้ซื้ออสังหาด้วยนะ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนล่วงหน้า เราจึงมาอัปเดต เอกสารกู้ซื้ออสังหา ปี 2568 ใครว่า… การกู้ซื้อบ้านเป็นเรื่องยุ่งยาก หากคุณเตรียมเอกสารกู้ซื้อบ้านให้พร้อมก่อนยื่นกู้ก็ใช่เรื่องยากอะไร ซึ่งสถาบันการเงินแต่ละแห่งก็มีรายละเอียดการขอสินเชื่อบ้านระบุไว้ชัดเจนเช่นกัน วันนี้ Amber เลยได้รวบรวมเอกสารต่างๆ ที่ใช้ในการกู้ซื้อมาฝากกันค่ะ

 

เอกสารกู้ซื้ออสังหา ปี 2568

เอกสารกู้สินเชื่อบ้านหลักๆ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

  1. เอกสารส่วนตัวผู้กู้
  2. เอกสารแสดงรายได้
  3. เอกสารหลักประกัน

 

เอกสารส่วนตัวผู้กู้ : เอกสารส่วนตัวในการกู้ซื้อบ้าน ที่ผู้ทำสินเชื่อควรเตรียมหลักฐานในการยืนยันตัวตนอยู่เสมอ The Best Property ขอแยกเอกสารกู้บ้าน หลักๆ ให้ผู้กู้ได้เตรียมข้อมูลกันดังนี้

เอกสารแสดงรายได้ : เอกสารแสดงรายได้ขอสินเชื่อบ้าน เป็นหลักฐานที่แสดงถึงรายได้ของผู้กู้ ธนาคารจะพิจารณาจากเอกสารรายได้ว่าผู้กู้มีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่ เอกสารแสดงรายได้ ที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง Amber รวบรวมข้อมูลของแต่ละอาชีพมาให้แล้วมีดังนี้

 

เอกสารหลักประกัน : เอกสารหลักประกันยื่นกู้ซื้อบ้าน เป็นเอกสารที่แสดงให้ธนาคารเห็นว่าหลักทรัพย์ในการค้ำประกันเงินกู้คืออะไร มีมูลค่ามากน้อยเท่าไหร่ หลักประกันเหล่านี้จะทำให้ธนาคารอนุมัติวงเงินกู้บนพื้นฐานว่าหากลูกหนี้มีปัญหา หลักทรัพย์เหล่านี้คือหลักทรัพย์ที่ธนาคารจะยึดเพื่อขายนำเงินมาชำระหนี้แทนได้

 

ทำไม! เราถึงต้องเตรียมเรื่องเอกสารที่จะยื่นขอสินเชื่อกู้บ้านกันก่อนนะหร ??

ก็ถ้าหากเราเตรียมพร้อมครบถ้วน ธนาคารจะใช้เวลาพิจารณาอนุมัติได้รวดเร็วขึ้น ไม่ต้องเสียเวลากับขั้นตอนในการตามเอกสารครั้งแล้วครั้งเล่านะสิ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการกู้บ้าน จากธนาคารควรสอบถามเจ้าหน้าที่ให้แน่นอนถึงเอกสารที่จะต้องใช้ เมื่อเตรียมครบแล้วก่อนส่งควรไล่เช็คอีกครั้งว่าครบถ้วนและไม่มีปัญหา นอกจากการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนแล้ว เอกสารที่เป็นสำเนาทุกฉบับจะต้องมีการเซ็นชื่อรับรองสำเนาถูกต้องด้วย รวมถึงกรณีขอกู้เงินแบบที่ต้องมีผู้กู้ร่วม ผู้กู้ร่วมก็จะต้องยื่นเอกสารเหมือนกับผู้กู้หลักด้วยทุกประการ

 

แต่ถ้าใช้บริการผ่าน ตัวแทน นายหน้า ของ Amber International Realty รับลองได้เลยว่า… ผู้กู้ทุกรายจะได้รับคำแนะนำเรื่องเอกสารอย่างถูกต้องแน่นอน

 

นอกจากนี้ Amber International Realty ได้รวบรวมข้อมูล เอกสารกู้ซื้อบ้านของแต่ละธนาคาร มาฝากกันด้วยนะ

 

ธนาคารกรุงไทย : เอกสารการกู้บ้านธนาคารกรุงไทย มีรายละเอียดดังนี้

  1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือ บัตรข้าราชการของผู้กู้ ผู้กู้ร่วม และคู่สมรส
    2. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้กู้ ผู้กู้ร่วม และคู่สมรส
    3. สำเนาทะเบียนสมรส ของผู้กู้และผู้กู้ร่วม
    4. สำเนารายการบัญชีเงินฝาก (Statement) ย้อนหลัง หรือหลักฐานแสดงรายได้ของผู้กู้ ผู้กู้ร่วม และคู่สมรส
    5. สำเนาภาพถ่ายโฉนดที่ดินหรือเอกสารสิทธิ์ (กรณีซื้อห้องชุดจากโครงการคอนโด) ที่เสนอเป็นหลักประกัน
    6. สำเนาสัญญาจะซื้อจะขายหลักทรัพย์ที่เสนอเป็นหลักประกัน
    7. สำเนาสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและแบบแปลน (พิมพ์เขียว) ของอาคารที่จะปลูกสร้าง
    8. ใบอนุญาตปลูกสร้างอาคาร (กรณีกู้เพื่อสร้างบ้านหรือต่อเติมบ้าน)
    9. รูปถ่ายบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ ห้องชุด หรืออาคารพาณิชย์ ที่ต้องการจะซื้อ

 

ธนาคารกสิกรไทย : เอกสารการกู้บ้านธนาคารกสิกรไทย มีรายละเอียดดังนี้

เอกสารทั่วไป
1. แบบฟอร์มใบสมัครคำขอสินเชื่อและหนังสือให้ความยินยอมที่กรอกรายละเอียดครบถ้วนทั้งผู้กู้และผู้กู้ร่วม
2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ (ทั้งผู้กู้และคู่สมรสของผู้กู้หลัก / ร่วม)
3. สำเนาทะเบียนบ้าน (ทุกหน้า)
4. ใบเปลี่ยนชื่อ-ชื่อสกุล (ถ้ามี ทั้งผู้กู้และคู่สมรสของผู้กู้หลัก/ร่วม)
5. กรณีสมรสจดทะเบียน-สำเนาทะเบียนสมรส

6.กรณีสมรสไม่จดทะเบียน-หนังสือยืนยันสถานภาพสมรสจากลูกค้า หรือสำเนาทะเบียนบ้าน / สูติบัตรของบุตร
7. กรณีหม้าย-ใบสำคัญการหย่า หรือใบแจ้งความเลิกร้างกับคู่สมรส หรือใบมรณะบัตรสำเนาใบเปลี่ยนชื่อ/นามสกุล (ถ้าเปลี่ยน)

 

เอกสารแสดงรายได้
1. ผู้มีรายได้ประจำ 

  1. ข้าราชการบำนาญ
  1. ผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัวหรือผู้ที่อ้างอิงรายได้จากกิจการ
  1. ผู้ประกอบอาชีพอิสระ

เอกสารหลักทรัพย์
1. สำเนาโฉนดที่ดิน/นส.3/นส.3ก หรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ พร้อมสารบัญจดทะเบียนทุกหน้า
2. สำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน (ทด.13)

 

ธนาคารกรุงเทพ : เอกสารการกู้ซื้อบ้านธนาคารกรุงเทพ มีรายละเอียดดังนี้

เอกสารทั่วไป
1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน/บัตรข้าราชการ
2. สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (กรณีประกอบวิชาชีพเฉพาะ)
3. สำเนาทะเบียนบ้าน
4. สำเนาทะเบียนสมรส/ใบหย่า/ใบมรณะบัตรของคู่สมรส (ถ้ามี)
5. ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ทุกใบ)

เอกสารแสดงรายได้
1. กรณีผู้กู้/ผู้กู้ร่วมเป็นพนักงานหรือข้าราชการ

  1. กรณีผู้กู้/ผู้กู้ร่วมเป็นเจ้าของกิจการ

เอกสารหลักประกัน
1. สำเนาโฉนดที่ดิน/สำเนาเอกสารกรรมสิทธิห้องชุด
2. สำเนาเอกสารสัญญาจะซื้อจะขาย
3. เอกสารหลักฐานการชำระเงินดาวน์
4. แผนที่แสดงที่ตั้งหลักประกัน

เอกสารหลักประกันในการขอสินเชื่อ (เพิ่มเติมกรณีปลูกสร้าง/ต่อเติม/ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย)

เอกสารหลักประกันในการขอสินเชื่อ (เพิ่มเติมกรณีรีไฟแนนซ์)

เอกสารแสดงฐานะทางการเงินและภาระหนี้สิน

 

ธนาคารทหารไทย : เอกสารการกู้บ้านธนาคารทหารไทย มีรายละเอียดดังนี้

เอกสารส่วนตัวผู้กู้/ผู้กู้ร่วม

  1. พนักงานประจำ
  1. ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ/พนักงานธนาคาร/พนักงานเงินทุนหลักทรัพย์
  1. ประกอบธุรกิจส่วนตัว/เจ้าของกิจการ

เอกสารหลักประกัน

เอกสารหลักประกัน(กรณีรีไฟแนนซ์)

 

ธนาคารอิสลาม : เอกสารการกู้ซื้อบ้านธนาคารอิสลาม มีรายละเอียดดังนี้

เอกสารส่วนบุคคล

  1. สำเนาบัตรประชาชนหรือสำเนาบัตรข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน หรือ แบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร
  3. สำเนาบัตรประชาชน และ สำเนาทะเบียนบ้าน คู่สมรส (ถ้ามี)
  4. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ/ชื่อสกุล/สำเนาทะเบียนสมรส/ทะเบียนหย่า (ถ้ามี)

เอกสารแสดงรายได้

  1. กรณีพนักงานบริษัททั่วไป / ข้าราชการ / พนักงานรัฐวิสาหกิจ
  1. กรณีผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว / เจ้าของกิจการ

เอกสารเพิ่มเติม

กรณีเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย

  1. สำเนาโฉนดทุกหน้าฉบับล่าสุด
  2. สำเนาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง
  3. สำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง อาทิ สัญญาซื้อขายที่ดิน (ทด.13) ใบอนุญาตปลูกสร้างบ้าน ใบคำขอเลขที่บ้าน (ถ้ามี/แล้วแต่กรณี)
  4. สำเนาใบเสร็จผ่อนดาวน์ (ถ้ามี/แล้วแต่กรณี)

กรณีเพื่อก่อสร้าง/ซ่อมแซม/ต่อเติม ที่อยู่อาศัย

  1. ใบอนุญาตก่อสร้าง แบบแปลน (พิมพ์เขียว) และสัญญารับเหมา (กรณีก่อสร้าง / ต่อเติม) ส่วนกรณีซ่อมแซม หรือต่อเติมเล็กน้อย อนุโลมให้ใช้สัญญารับเหมา และแบบแปลนที่ไม่ใช่พิมพ์เขียว (ถ้ามี)

เอกสารกู้ซื้ออสังหา ปี 2568

ธนาคารยูโอบี : เอกสารการกู้ซื้อบ้านธนาคารยูโอบี มีรายละเอียดดังนี้

เอกสารทั่วไป

  1. บัตรประชาชน
  2. ทะเบียนบ้าน
  3. ทะเบียนสมรสหรือใบสำคัญการหย่า (ถ้ามี)
  4. ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี)
  5. บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของคู่สมรส (ถ้ามี)

เอกสารแสดงรายได้

  1. สลิปเงินเดือนล่าสุด และหนังสือ รับรอง เงินเดือน (ต้นฉบับ)
  2. บัญชีเงินฝากธนาคารย้อน หลัง 6 เดือน

กรณีประกอบอาชีพอิสระ/ธุรกิจส่วนตัว

เอกสารด้านหลักทรัพย์

  1. โฉนดที่ดินทุกหน้า
  2. สัญญาจะซื้อจะขาย
  3. หลักฐานการผ่อนดาวน์

กรณีไถ่ถอนจากสถาบันการเงินอื่น

กรณีเพื่อก่อสร้างบ้าน

ธนาคารกรุงศรี : เอกสารการกู้ซื้อบ้านธนาคารกรุงศรี มีรายละเอียดดังนี้

เอกสารทั่วไป

  1. สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน
  3. สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของคู่สมรส (ถ้ามี)
  4. สำเนาทะเบียนสมรส/หย่า/ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
  5. สำเนาใบมรณบัตร และทะเบียนสมรสของคู่สมรส (กรณีคู่สมรสเสียชีวิต)

เอกสารแสดงรายได้

  1. กรณีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ประจำ
  1. กรณีบุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว

เอกสารหลักประกัน

  1. สำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หลักประกัน เช่น โฉนดที่ดิน หรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด (ขนาดเท่าตัวจริงทุกหน้า)
  2. ใบอนุญาตปลูกสร้าง/หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง เช่น สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน (ทด.13) หรือหนังสือสัญญาให้ที่ดิน (ทด.14 )
  3. สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย และหลักฐานการจ่ายชำระเงินดาวน์ (ถ้ามี)
  4. แผนที่ตั้งหลักประกันโดยสังเขป

เอกสารหลักประกัน (เพิ่มเติมกรณีรีไฟแนนซ์)

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ : เอกสารการกู้ซื้อ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีรายละเอียดดังนี้

เอกสารทั่วไป

  1. สำเนาบัตรประชาชน หนังสือเดินทาง หรือสำเนาบัตรข้าราชการ หรือบัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน
  3. สำเนาทะเบียนสมรส/ใบหย่า
  4. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี)

เอกสารแสดงรายได้

  1. ผู้มีรายได้ประจำ
  1. กรณีบุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว
  1. กรณีบุคคลธรรมดาที่ประกอบอาชีพอิสระ

เอกสารหลักประกัน

  1. สำเนาสัญญาซื้อขาย
  2. สำเนาเอกสารกรรมสิทธ์ (สำเนาโฉนด หน้า/หลัง) กรณีขอสินเชื่อปลูกสร้างบ้านบนที่ดินปลอดภาระของตนเอง
  3. ใบอนุญาตก่อสร้าง (ผู้ขออนุญาตก่อสร้างต้องเป็นผู้เดียวกับผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น)
  4. แบบก่อสร้างได้รับอนุญาตและรายการวัสดุ (BOQ)
  5. สำเนาสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้าน
  6. สัญญาซื้อ-ขายที่ดิน (กรณีกู้ซื้อที่ดิน)

 

ธนาคารออมสิน : เอกสารการกู้ซื้อบ้านธนาคารออมสิน มีรายละเอียดดังนี้

เอกสารหลักฐานของผู้กู้

  1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้กู้และคู่สมรส
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน (ทุกหน้า) ของผู้กู้และคู่สมรส
  3. สำเนาใบสำคัญการสมรส หรือสำเนาใบสำคัญการหย่า หรือสำเนาใบมรณบัตรของคู่สมรส (ถ้ามี)
  4. สำเนาเอกสารการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี)

เอกสารแสดงรายได้

  1. กรณีพนักงานประจำ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือข้าราชการ
  1. กรณีประกอบอาชีพอิสระ

เอกสารแสดงหลักทรัพย์ค้ำประกัน

  1. สำเนาโฉนดที่ดิน น.ส.3 ก. หรือสำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (ถ่ายเอกสารทุกหน้าขนาดเท่ากับต้นฉบับ)
  2. แผนผังบริเวณที่ตั้งหลักทรัพย์
  3. สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย ใบเสร็จรับเงินดาวน์
  4. สำเนาบัตรประชาชน และทะเบียนบ้านผู้ขาย (กรณีซื้อบ้านเก่า)
  5. ราคาประเมินของกรมที่ดิน (ถ้ามี)
  6. เอกสารอื่น ๆ ตามความจำเป็นที่ใช้ในการขอกู้

 

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ : เอกสารขอสินเชื่อบ้านธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีรายละเอียดดังนี้

เอกสารทั่วไป

  1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือ บัตรข้าราชการ
  2. ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
  3. สำเนาทะเบียนสมรส/หย่า/มรณะบัตร/ใบแจ้งความแยกกันอยู่ (ถ้ามี)
  4. ใบเปลี่ยนชื่อ หรือชื่อ-สกุล (ถ้ามี)

เอกสารแสดงรายได้

  1. กรณีประกอบอาชีพประจำ
  1. กรณีประกอบอาชีพอิสระ
  1. กรณีเจ้าของธุรกิจ

 

เอกสารหลักประกัน

  1. สำเนาสัญญาการซื้อ-ขาย/สัญญาวางมัดจำ/สัญญาเช่าซื้อการเคหะ และหนังสือรับรองยอดคงเหลือ (กรณีซื้อ)
  2. สำเนาสัญญากู้เงิน และสำเนาสัญญาจำนองกับสถาบันการเงิน

 

สรุปส่งท้าย เกี่ยวกับเอกสารกู้ซื้ออสังหา ปี 2568 ผู้ขอสินเชื่อ ควรตรวจสอบมาตรการจัดเตรียมเอกสารกู้บ้านแต่ละธนาคารอย่างถี่ถ้วน แม้มีเนื้อหาที่ต้องการแบบฟอร์มหลักฐานที่คล้ายคลึงกัน แต่มีความแตกต่างอยู่บางส่วน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารกู้ซื้อบ้านธอส หรือสถาบันการเงินอื่น ควรพิจารณาการรวบรวมเอกสารกู้บ้านอย่างรอบครอบก่อนดำเนินการกับทางเจ้าหน้าที่อยู่เสมอ

 

ข้อมูลทั้งหมด Amber International Realty ได้ทำการรวบรวมในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 หากข้อมูลมีการคาดเคลื่อนหรือมีอัปเดตเพิ่มเติมอย่างไร ต้องขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วยนะคะ

สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property

ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service

>>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด

>>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด

>>> บริการบริหารและจัดการคอนโด

LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR

Tel : 089-986-0202

Youtube : @amberrealty

Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/

#ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

ซื้อ-ขายบ้าน คอนโด ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง? และ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ค่าธรรมเนียม ก็ถือเป็นหนึ่งค่าใช้จ่ายหลักที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายบ้าน คอนโด ที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ แต่ผู้ซื้อหลายคนมักมองข้ามความสำคัญในส่วนนี้ไป จนกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการเสียค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น จนทำให้การซื้อขายอสังหาฯ บ้าน คอนโด ขาดทุนได้หลังเสียค่าธรรมเนียมและภาษีไปแล้ว เพื่อเป็นการเตรียมตัว Amber ขอพาทุกคนมารู้จักภาษีและวิธีคำนวณภาษีการขายอสังหาริมทรัพย์เบื้องต้นกันก่อนค่ะ…

 

อสังหาริมทรัพย์ คืออะไร ?

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 บัญญัติ กล่าวว่า อสังหาริมทรัพย์ คือ ที่ดินกับทรัพย์อันติดกับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และหมายความรวมถึงทรัพย์สินอันเกี่ยวกับที่ดิน หรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย

อสังหาริมทรัพย์ คือ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง เช่น อาคาร บ้านเรือน สำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงสิ่งอื่นใดที่อยู่ติดกับที่ดินซึ่งเคลื่อนที่ไม่ได้ นอกจากนี้ทรัพย์ตามธรรมชาติที่ประกอบเป็นอันเดียวกับดิน เช่น แม่น้ำ บึง แร่ กรวด ทราย ที่อยู่ในอาณาบริเวณที่ดินนั้นก็จัดว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ด้วย

 

รู้จักอสังหาริมทรัพย์แล้ว… ก็จะต้องมีความรู้เรื่องของราคา และราคาที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง? ตามไปอ่านกันเลยค่ะ!

 

  1. ราคาประเมิน คือ

ราคาที่กรมธนารักษ์กำหนดให้เป็นราคากลางของอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการคิดค่าธรรมเนียมและภาษีจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ โดยจะมีการปรับราคาประเมินใหม่ทั่วประเทศทุกๆ 4 ปี ซึ่งราคาประเมินอาจจะสูงหรือต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วราคาประเมินจะต่ำกว่า

  1. ราคาตลาด คือ

ราคาที่ใช้ในการซื้อขายกันจริง ซึ่งจะสอดคล้องกับอุปสงค์และอุปทานของตลาดในแต่ละช่วงเวลา มีการปรับตัวตามภาวะค่าครองชีพอยู่ตลอดเวลา ราคาตลาดจึงมักสูงกว่าราคาประเมิน

 

 

ในทางภาษี เราต้องทราบว่าได้อสังหาริมทรัพย์มาได้อย่างไร?

กรมสรรพากร แบ่งการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ออกเป็น 2 กรณี คือ

  1. การได้รับอสังหาริมทรัพย์โดยมุ่งค้าหรือหากำไร เช่น เราซื้อที่ดินมาเพื่อเก็งกำไรและขาย หรือซื้อที่ดินเพื่อจัดสรร ปลูกสร้างอาคาร คอนโด ทาวน์เฮ้าส์ อาคารโรงงานเพื่อจำหน่าย เป็นต้น
  2. การได้รับอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มุ่งค้าหรือหากำไร แบ่งออกเป็น

2.1 อสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับมาโดยทางมรดก หรือได้รับจากการให้โดยเสน่หา (ได้มาฟรี มีคนยกให้)

2.2 อสังหาริมทรัพย์ ที่ได้มาโดยไม่มุ่งค้าหรือหากำไร เช่น ซื้อที่ดินมาเพื่อทำการเกษตรกรรม ซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างมาเพื่ออยู่อาศัย เป็นต้น

 

และค่าใช้จ่ายเมื่อมีการซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์

จะขายบ้าน ขายคอนโด ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายในการขายอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่ผู้ขายต้องจ่าย ประกอบไปด้วย 4 รายการ ได้แก่ ค่าธรรมเนียม ค่าอากร ภาษีเงินได้ และภาษีธุรกิจเฉพาะ มาทำความรู้จักกันไปทีละส่วนกันเลยค่ะ…

  1. ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ 2%

ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอัตรา 2% จากราคาประเมิน ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นหรือการลดหย่อนใดๆ และเพื่อความยุติธรรมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายมักนิยมแบ่งค่าธรรมเนียมส่วนนี้ให้แต่ละฝ่ายรับผิดชอบคนละครึ่งคือ ผู้ซื้อค่าธรรมเนียมชำระ 1% และผู้ขายชำระค่าธรรมเนียม 1% เท่าๆ กัน โดยให้ระบุในสัญญาจะซื้อจะขาย

 

  1. ค่าอากรแสตมป์ 0.5%

ค่าอากรแสตมป์ที่ผู้ขายต้องเสียในขั้นตอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ พิจารณาจากราคาประเมินและราคาตลาดร่วมกันโดยเลือกใช้ราคาที่สูงกว่ามาคำนวณในอัตรา 0.5%

เท่ากับว่า… ผู้ขายจะเสียค่าอากรแสตมป์ 1 บาท ทุกๆ 200 บาท โดยผู้ขายจะเป็นฝ่ายชำระฝ่ายเดียว และจะได้รับยกเว้นค่าอากรต่อเมื่อต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

 

  1. ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3%

ผู้ขายที่ครอบครองอสังหาริมทรัพย์เป็นระยะเวลาน้อยกว่า 5 ปี จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ในอัตรา 3.3% จากราคาประเมินหรือราคาตลาดขึ้นอยู่กับว่าราคาใดสูงกว่า อย่างไรก็ตาม มีการยกเว้นเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีที่ผู้ขายครอบครองอสังหาริมทรัพย์ นานเกิน 5 ปี หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านนานกว่า 1 ปี ถูกเวนคืนบ้านหรือที่ดิน หรือเป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้มาโดยมรดก

 

  1. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

เมื่อเกิดการขายอสังหาริมทรัพย์ จะนับเป็นรายได้แก่ผู้ขาย จึงต้องนำมาคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินที่จะต้องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ผู้ขายจึงต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบเองทั้งหมด ภาษีเงินได้จะพิจารณาจากราคาประเมินและจำนวนปีที่ถือครอง

จำนวนปีที่ถือครองนั้นจะนับตามปีบัญชี โดยหนึ่งปีจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมไปจนถึง 31 ธันวาคมของปีเดียวกัน การซื้อขายภายในปีเดียวกันนับเป็นการถือครอง 1 ปี หากครอบครองตั้งแต่เดือนธันวาคมปีนี้ถึงมีนาคมปีหน้าก็ให้นับเป็นถือครอง 2 ปี

สามารถคำนวณเงินได้โดยนำราคาประเมินคูณกับร้อยละของเงินได้ที่นำมาคำนวณภาษีตามจำนวนปีที่ถือครองตามอัตราที่แสดงในตารางจะได้จำนวนเงินที่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้ทั้งหมด จากนั้นนำมาหารด้วยจำนวนปีที่ถือครองจะได้จำนวนเงินได้ที่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้ที่ต้องชำระต่อปี

ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

การคำนวณภาษีเงินได้ภาษีอสังหาริมทรัพย์ของนิติบุคคล

สำหรับหลักการคำนวณภาษีอสังหาริมทรัพย์ของนิติบุคคล มีดังนี้

  1. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ต้องเสียในอัตรา 1%  เพราะถือว่ามีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้นิติบุคคลต้องนำรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ไปรวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ภ.ง.ด.50 อีกครั้ง ซึ่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เคยถูกหักไว้ สามารถนำใช้เป็นเครดิตภาษีเพื่อลดยอดภาษีสิ้นปีที่ต้องชำระได้
  2. ภาษีธุรกิจเฉพาะ ต้องเสียในอัตรา 3.3% กรณีผู้ขายเป็นผู้ค้าอสังหาริมทรัพย์ หรือเข้าเงื่อนไขมุ่งค้าหากำไร ซึ่งปกตินิติบุคคลจะเข้าเงื่อนไขมุ่งค้าหากำไร เพราะกรมสรรพากรกำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่นิติบุคคลมีไว้ในการประกอบกิจการต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ทั้งนี้ถ้าเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว จะไม่ต้องเสียอากรแสตมป์อีก
  3. อากรแสตมป์ ต้องเสียในอัตรา 0.5% ซึ่งในทางปฏิบัติค่อนข้างยากที่นิติบุคคลจะเข้ากรณีที่ต้องเสียอากรแสตมป์ เพราะปกติจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะมาก่อนอย่างที่อธิบายข้างต้น ทั้งนี้ถ้าเสียอากรแสตมป์แล้ว จะไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอีก

สรุปส่งท้าย ใครที่กังวลว่า… ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ดูจะเป็นการคำนวณภาษีที่ยุ่งยากยาก ซับซ้อน สบายใจได้เลยค่ะ เพราะภาษีทั้งหมดข้างต้น เมื่อเรามีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจะเป็นคนคำนวณแทนเราเองค่ะ แต่ถ้าเราเข้าใจการคำนวณก็สามารถคำนวณตัวเลขเบื้องต้น เพื่อประมาณค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

 

สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property

ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service

>>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด

>>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด

>>> บริการบริหารและจัดการคอนโด

LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR

Tel : 089-986-0202

Youtube : @amberrealty

Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/

#ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

สัญญาจะซื้อจะขาย คืออะไร ทำไมต้องรู้ก่อนซื้อบ้านหรือคอนโด?

เพราะเรื่องสัญญาจะซื้อจะขาย มันสำคัญ จึงอยากให้ทุกคนรู้และเข้าใจก่อน Amber จึงได้สรุปบทความนี้มาให้นั่นเองค่ะ

สัญญา จะซื้อจะขาย คือหนังสือสัญญาประเภทหนึ่งที่ผู้ซื้อให้คำมั่นแก่ผู้ขายว่า… ในอนาคตจะซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งนั้นจริงๆ และสัญญาจะซื้อจะขาย จะช่วยรักษาผลประโยชน์ให้แก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายก่อนทำสัญญาซื้อขายบ้าน คอนโด และที่ดิน

สัญญา จะซื้อจะขาย คืออะไร ทำไมถึงต้องทำ?
สัญญา จะซื้อจะขาย คือ หนังสือสัญญาประเภทหนึ่งที่ผู้ซื้อให้คำมั่นแก่ผู้ขายว่าในอนาคตจะซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งนั้นจริงๆ ส่วนสาเหตุที่ต้องร่างหนังสือจะซื้อจะขาย แทนที่จะทำหนังสือสัญญาซื้อขายเลย เป็นเพราะว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน หรือการกู้ซื้อที่ดิน ต้องยื่นกู้กับทางธนาคาร ซึ่งใช้ระยะเวลาพิจารณาสินเชื่อค่อนข้างนาน ทำให้ในระหว่างนี้อาจมีผู้ซื้อรายอื่น มาซื้อตัดหน้าด้วยเงินสดก่อนได้ แต่ถ้าทำสัญญาจะซื้อจะขายเอาไว้แล้ว ผู้จะขาย ไม่สามารถขายอสังหาริมทรัพย์แห่งนั้น ให้แก่ผู้ซื้อรายอื่นได้นั่นเอง

นอกจากนี้สัญญาจะซื้อจะขายก็มีประโยชน์ต่อการกู้ซื้อบ้านด้วยเช่นกัน เพราะใช้เป็นเอกสารประกอบการกู้ ด้วยเหตุนี้ผู้จะซื้อ ต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายให้เรียบร้อยพร้อมวางเงินมัดจำเสียก่อน หลังจากได้สัญญาตัวจริงแล้ว ก็ให้ยื่นกู้ซื้อบ้านกับทางธนาคาร พร้อมเตรียมเอกสารอื่นๆ ประกอบด้วย ดังต่อไปนี้

 

ยิ่งไปกว่านี้หนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย ก็มีประโยชน์ต่อผู้จะขายด้วยเช่นเดียวกัน กล่าวคือ การสร้างอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายใช้เวลาก่อสร้างนาน บางครั้งกินระยะเวลามากกว่า 3 ปีขึ้นไป ซึ่งผู้พัฒนาอสังหาฯ จะเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ ซื้ออสังหาริมทรัพย์ล่วงหน้าก่อนได้ หรือที่เรียกกันว่า Pre-Sale เพื่อประเมินยอดขาย ก่อนเปิดโครงการจริง โดยหากผู้ซื้อสนใจ ผู้พัฒนาอสังหาฯ จะให้วางเงินมัดจำล่วงหน้า พร้อมทำสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งหลังโครงการสร้างเสร็จสิ้นแล้วจะส่งมอบโครงการให้ตามวันที่ระบุเอาไว้ในสัญญา

แยกให้ออก สัญญาจะซื้อจะขาย กับ สัญญาซื้อขาย ต่างกันอย่างไร

สัญญาจะซื้อจะขาย คือ สัญญาที่ยังไม่ได้มีการซื้อขายเกิดขึ้นจริง เป็นเพียงการทำข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น! ว่า… ในอนาคตจะมีการซื้อขายเกิดขึ้น ซึ่งหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่คู่สัญญา โดยถ้าผู้จะซื้อผิดสัญญา จะถูกริบเงินมัดจำทั้งหมด แต่หากผู้จะขายเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องคืนเงินมัดจำให้แก่ผู้จะซื้อ ยิ่งไปกว่านี้การทำผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ยังสามารถฟ้องร้องต่อศาล เพื่อบังคับซื้อขายได้เช่นเดียวกัน

ส่วนสัญญาซื้อขายแตกต่างจากสัญญาจะซื้อจะขายตรงที่เป็นการซื้อขายเกิดขึ้นจริงแล้ว ทำให้มีการส่งมอบกรรมสิทธิ์ด้วยการโอนโฉนดที่ดิน ณ สำนักงานกรมที่ดิน พร้อมชำระค่าโอนที่ดินตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหากผู้ซื้อชำระเงินด้วยเงินสด กรรมสิทธิ์จะเป็นของผู้ซื้อโดยทันที แต่ในกรณีที่กู้ซื้อ กรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อจะติดภาระจำนอง ซึ่งหากผ่อนชำระครบตามเงื่อนไขที่ตกลงเอาไว้ในสัญญา ภาระจำนองก็จะหมดไปในภายหลัง

 

สัญญาจะซื้อจะขาย ใช้กับการซื้ออสังหาฯ ประเภทไหนบ้าง?

สัญญาจะซื้อจะขายมักใช้กับการซื้ออสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง เช่น บ้าน ที่ดิน หรือ คอนโด เพราะกระบวนการซื้อขายใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน ตามเหตุผลที่ให้ไปแล้วข้างต้น โดยตัวอย่างของหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย ได้แก่ สัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดิน และสัญญาจะซื้อจะขายคอนโด ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

สัญญาจะซื้อจะขายบ้าน คอนโด และที่ดิน

ใช้สำหรับการทำสัญญา เพื่อให้คำมั่นว่าในอนาคตต้องการซื้อขายบ้านและที่ดินจริง โดยเนื้อหาในหนังสือจะให้ระบุรายละเอียดของโฉนดที่ดิน และระบุจำนวนของอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่บนที่ดิน จากนั้นท้ายสัญญาให้แนบรายละเอียดของแผนผังแสดงที่ตั้งของที่ดิน รวมทั้งโฉนดที่ดินประกอบด้วย

สัญญาจะซื้อจะขายคอนโด

เป็นสัญญาแสดงเจตจำนงระหว่างผู้จะซื้อและผู้จะขายว่า ในอนาคตจะมีการตกลงซื้อขายคอนโดเกิดขึ้นจริง โดยสัญญาจะซื้อจะขายคอนโด แตกต่างจากสัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินตรงที่สัญญาจะซื้อจะขายคอนโด ไม่ต้องใช้โฉนดที่ดินยื่นประกอบการทำสัญญา

ทั้งนี้ไม่ว่า… สัญญาจะซื้อจะขายบ้าน คอนโด และที่ดิน หรือสัญญาจะซื้อจะขายคอนโด ผู้จะขายมักกำหนดให้ผู้จะซื้อวางเงินค่ามัดจำประมาณ 5-10 % ของราคาหลักทรัพย์ เช่น สมมติว่าราคาประเมินที่ดิน อยู่ที่ราว 1 ล้านบาท เงินค่ามัดจำจะอยู่ในช่วง 50,000-100,000 บาท เป็นต้น ส่วนในกรณีที่ผู้จะซื้อประสงค์วางเงินค่ามัดจำในรูปแบบของเช็ค ก็ต้องระบุรายละเอียดของเช็คให้ชัดเจน ซึ่งประกอบด้วย เลขที่เช็ค, สาขาของธนาคาร, วันที่ออกเช็ค และชื่อธนาคาร

 

รายละเอียดที่ต้องมีใน สัญญาจะซื้อจะขาย ต้องมีอะไรบ้าง?

สัญญาจะซื้อจะขายจะมีผลสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อ คู่สัญญาระบุรายละเอียดครบถ้วนชัดเจน ซึ่งการเขียนสัญญาอย่างรัดกุม จะช่วยป้องกันการโกงที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยรายละเอียดที่ควรมีในสัญญา มีดังต่อไปนี้

สัญญาจะซื้อจะขาย คืออะไร ทำไมต้องรู้ก่อนซื้อบ้านหรือคอนโด?

เอกสารประกอบแนบท้ายสัญญา ประกอบด้วย

1.สำเนาทะเบียนบ้าน

2.โฉนดที่ดิน

3.แบบผังบ้าน หรือแผนผังที่ดิน

4.สำเนาบัตรประชาชนของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย

5.สำเนาทะเบียนบ้าน

6.โฉนดที่ดิน

7.เอกสารอื่น ๆ (หากมี)

 

ทั้งนี้การลงชื่อทำสัญญาจะซื้อจะขาย ต้องเขียนด้วยลายมือเท่านั้น ไม่สามารถใช้ตราประทับ หรือพิมพ์ลงชื่อแทนได้ เพราะเป็นข้อกำหนดสำหรับการใช้เป็นหลักฐานเมื่อมีการฟ้องร้องบังคับคดีเกิดขึ้น

 

สรุปส่งท้าย สัญญาจะซื้อจะขาย เป็นสัญญาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ทุกคนควรทำความเข้าใจก่อนจะเริ่มร่างสัญญาซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินฉบับจริง เพราะช่วยปกป้องผลประโยชน์ให้แก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ ฝ่ายซื้อมั่นใจได้ว่าจะได้สิทธิ์ซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งนั้นจริง ในขณะที่ฝ่ายขายก็มั่นใจได้ว่าทรัพย์ของตน สามารถขายออกได้แน่นอน เมื่อถึงระยะเวลาที่ตกลงกันเอาไว้

สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property

ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service

>>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด

>>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด

>>> บริการบริหารและจัดการคอนโด

LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR

Tel : 089-986-0202

Youtube : @amberrealty

Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/

#ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

อัตราสินเชื่อ ดอกเบี้ยบ้าน ในปี 2568 ของแต่ละธนาคารมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอย่างไร?… ทั้งดอกเบี้ยบ้าน วงเงินกู้สูงสุด ระยะเวลาการกู้ และเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนต้องการกู้ซื้อบ้าน-คอนโด ต้องศึกษาและอ่านรายละเอียดเงื่อนไขให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจกู้ยืมนั่นเองค่ะ

 

วันนี้ Amber มาแชร์เคล็ดลับการเลือกสินเชื่อ เพื่อกู้ซื้อบ้าน-คอนโด ให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีที่สุด ประกอบไปด้วย การเลือกสินเชื่อจากโครงการบ้าน, เลือกธนาคารที่เป็นเจ้าของบ้าน NPA, เลือกสินเชื่อเพื่อบุคคลวิชาชีพพิเศษ, เลือกทำประกันคุ้มครองสินเชื่อ และเลือกรูปแบบอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสม เวลาจะซื้อบ้านนอกจากจะต้องเลือกบ้านให้ตอบโจทย์แล้ว ก็ต้องใส่ใจในการเลือกสินเชื่อบ้านและธนาคารที่เหมาะสมและตอบโจทย์ เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยบ้านที่ต่ำที่สุด

 

Amber เลยจะมาอัปเดตอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ในปี 2568 และสินเชื่อที่น่าสนใจจากธนาคารต่างๆ พร้อมด้วยวิธีการคำนวณดอกเบี้ยและเคล็ดลับการเลือกสินเชื่ออย่างไรให้ได้ดอกเบี้ยต่ำ ว่าแต่จะมีเคล็ดลับอะไรบ้าง ตามเราไปดูกันเลยค่ะ!

 

อัปเดตอัตรา ดอกเบี้ยบ้าน ล่าสุดวันที่ 13 มกราคม 2568

 

 ธนาคารดอกเบี้ยขั้นต่ำ 3 ปีแรก   MRRวงเงินกู้สูงสุดระยะเวลากู้
อาคารสงเคราะห์3.20%6.545%100 %40 ปี
ออมสิน2.89%6.595%110 %30 ปี
กรุงศรีอยุธยา3.10%7.275% 100 %30 ปี
ทหารไทยธนชาต3.30%7.705%100 %35 ปี
กรุงไทย3.60%6.925%100 %40 ปี
ไทยพาณิชย์3.47%7.175%100 % 30 ปี
กสิกรไทย3.45%7.30%100 %30 ปี
กรุงเทพ3.55%7.00%100 %30 ปี

 

โดยอัตราดอกเบี้ยบ้าน อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามเศรษฐกิจและนโยบายของธนาคารนั้นๆ รวมถึงระยะเวลากู้ยืม คุณสมบัติผู้ยื่นกู้ และประเภทสินเชื่อ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น จึงควรตรวจสอบข้อมูลจากธนาคารเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจกู้ยืม

 

เลือกสินเชื่อบ้าน-คอนโด ธนาคารไหนดี? ถึงจะเหมาะกับเรา

  1. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

ที่มา: ธนาคารอาคารสงเคราะห์

 

  1. ธนาคารออมสิน

ที่มา: ธนาคารออมสิน

 

  1. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

ที่มา: ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

 

  1. ธนาคารทหารไทยธนชาต

ที่มา: ธนาคารทหารไทยธนชาต

  1. ธนาคารกรุงไทย

ที่มา: ธนาคารกรุงไทย

 

  1. ธนาคารไทยพาณิชย์

ที่มา: ธนาคารไทยพาณิชย์

 

  1. ธนาคารกสิกรไทย

ที่มา: ธนาคารกสิกรไทย

 

  1. ธนาคารกรุงเทพ

ที่มา: ธนาคารกรุงเทพ

 

และถ้าต้องการกู้ซื้อบ้านราคาเท่านี้ จะต้องผ่อนเดือนละเท่าไร? เพื่อไขข้อสงสัยก็ตามไปดูวิธีคิดดอกเบี้ยบ้านแบบง่ายๆ เพื่อช่วยประเมินความสามารถในการผ่อนจ่ายของเรา

 

วิธีการคำนวณดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านแบบง่ายๆ

ส่วนมากดอกเบี้ยบ้านใน 3 ปีแรก มักจะเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ และหลังจากนั้นจะปรับเป็นอัตราดอกเบี้ยบ้านแบบลอยตัว ซึ่งสามารถคำนวณได้ตามสูตรนี้

 

ค่างวด = (วงเงินกู้ + (วงเงินกู้ x อัตราดอกเบี้ย x จำนวนปีที่กู้)) ÷ จำนวนเดือนการผ่อน

 

ตัวอย่างเช่น ต้องการกู้บ้านราคา 3,000,000 บาท ด้วยการผ่อนชำระเป็นเวลา 30 ปี และเลือกโปรโมชั่นธนาคารที่มีอัตราดอกเบี้ยบ้านคงที่ 3.0% ต่อปี หลังจากนั้นดอกเบี้ยบ้านจะเปลี่ยนมาเป็นแบบลอยตัว MRR +1.5% และหาก MRR ของธนาคารในขณะนั้นอยู่ที่ 3.5% ก็จะหมายถึงหลังปีที่ 3 ของการกู้ซื้อบ้าน เราจะต้องเสียดอกเบี้ยอยู่ที่ 5.0% ต่อปี ซึ่งสามารถคำนวณได้ดังนี้

อัตรา ดอกเบี้ยบ้าน 2568 ขอสินเชื่อบ้าน-คอนโด ทุกธนาคาร ตัวเลขล่าสุด

 

และวันนี้ขอแชร์ 5 เคล็ดลับการเลือกสินเชื่อ เพื่อกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดอย่างไร ให้ได้ ดอกเบี้ยบ้าน ที่ต่ำและคุ้มค่าที่สุด

  1. เลือกสินเชื่อซื้อบ้านใหม่ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากโครงการ เหมาะสำหรับคนที่ตัดสินใจเลือกซื้อบ้านใหม่มือหนึ่ง และต้องการอัตราดอกเบี้ยบ้านในเรทพิเศษ สามารถติดต่อโครงการโดยตรง เพื่อรับสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยบ้านพิเศษ เฉพาะลูกค้าโครงการบ้านนั้นๆ
  2. เลือกธนาคารที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินรอการขาย (Non-Performing Asset : NPA) นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกดีๆ ที่เต็มไปด้วยความคุ้มค่า อย่างการซื้อบ้านในเครือข่าย NPA ของสถาบันการเงินนั้นๆ เนื่องจากทางธนาคารจะให้อัตราดอกเบี้ยบ้านพิเศษ สำหรับคนที่ต้องการซื้อบ้านในเครือข่าย NPA จึงมักจะได้ดอกเบี้ยบ้านต่ำ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่หยืดหยุ่นกว่าบ้านมือหนึ่ง เพราะเป็นทรัพย์สินหลุดจำนองจากเจ้าของเดิม
  3. เลือกสินเชื่อธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยบ้านต่ำกับบุคคลวิชาชีพพิเศษ หากใครทำงานอยู่ในกลุ่มอาชีพบุคคลวิชาชีพพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักบินพาณิชย์ ผู้พิพากษา อัยการ รวมถึงบุคคลากรที่ทำงานภายในสถาบันการเงินนั้นๆ ธนาคารมักจะมอบอัตราดอกเบี้ยบ้านให้ในเรทที่ต่ำกว่าบุคคลทั่วๆ ไป
  4. เลือกสินเชื่อที่ให้อัตราดอกเบี้ยถูกลงเมื่อทำประกันคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) สำหรับใครที่อยากได้ดอกเบี้ยบ้านที่ต่ำเป็นพิเศษ สามารถเลือกกู้สินเชื่อกับธนาคารที่ให้ทำประกัน MRTA หรือประกันคุ้มครองสินเชื่อ เพื่อช่วยลดอัตราดอกเบี้ยบ้านให้ต่ำลง โดยเบี้ยประกัน MRTA สามารถยื่นกู้พร้อมสินเชื่อบ้านและผ่อนชำระพร้อมค่างวดบ้านได้เลย
  5. เลือกอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะกับสภาวะตลาด การเลือกอัตราดอกเบี้ยบ้านให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ จะช่วยให้ได้ดอกเบี้ยที่คุ้มค่าที่สุด ซึ่งหากช่วงไหนสภาวะตลาดดูซบเซา ธนาคารจะมีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยลง ก็ควรเลือกอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว แต่กลับกันหากช่วงไหนเศรษฐกิจโลกมีความผันผวน อัตราดอกเบี้ยบ้านจะเพิ่มสูงขึ้น ก็ควรเลือกดอกเบี้ยแบบคงที่แทน

สรุปส่งท้าย คุณควรเลือกสินเชื่อบ้านที่ให้อัตรา ดอกเบี้ยบ้าน เรทที่เหมาะสมที่สุด ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบุคคลด้ว

 

สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property

ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service

>>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด

>>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด

>>> บริการบริหารและจัดการคอนโด

LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR

Tel : 089-986-0202

Youtube : @amberrealty

Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/

#ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

ฮัลโหล มนุษย์เงินเดือนทุกคน วันนี้ Amber International Realty มาตอบคำถามว่า… เงินเดือน 30,000 ซื้อบ้าน 3-5 ล้านได้ไหม และต้องผ่อนเท่าไหร่?

ไม่แปลกที่มนุษย์เงินเดือนจะใฝ่ฝันได้ครอบครองบ้านหลังแรก เพื่อคู่รักหรือครอบครัว แล้วถ้าบ้านราคาเริ่มต้นที่ 3-5 ล้าน จะกู้ได้ไหม กู้บ้านได้อย่างไร และจะผ่อนบ้านไหวจริงๆ ใช่หรือป่าว กลัวจะประสบปัญหาทางการเงิน รวมไปถึงธนาคารอาจมองว่า… มนุษย์เงินเดือนแค่ 30,000 จะมีความสามารถไม่พอต่อการผ่อนบ้านหรือเปล่า หากคุณยังกังวลอยู่ Amber จะมายกตัวอย่าง การซื้อบ้านราคา 3-5 ล้าน ในมนุษย์เงินเดือน 30,000 บาท ให้ดูกันค่ะ…

ก่อนจะซื้อบ้าน ก็ต้องเตรียมความพร้อมก่อนซื้อบ้าน แบบฉบับมนุษย์เงินเดือนกันนะ การเตรียมตัวซื้อบ้าน ประกอบไปด้วย 5 สิ่งจำเป็น ดังนี้

 

ตัวอย่างสูตรการคำนวณเงินกู้ซื้อบ้านและเงินผ่อนบ้าน

ส่วนใหญ่แล้วธนาคาร จะพิจารณาการอนุมัติการขอสินเชื่อโดยพิจารณาจากรายได้ ซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารจะประเมินความสามารถในการแบกรับภาระหนี้ของผู้กู้ไม่เกิน 70% ของรายได้ และทั่วไปจะประมาณ 40% – 80% อัตราขั้นต่ำของเงินผ่อนชำระต่องวดที่ธนาคารใช้คำนวณประมาณการผ่อนต่อเดือนของผู้กู้ คือ เริ่มต้นประมาณล้านละ 7,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร เช่น พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง อายุ 30 ปี ทำงานมาได้ 1 ปี ได้รับเงินเดือน 30,000 บาท และไม่มีภาระหนี้สินใดๆ ต้องการขออนุมัติวงเงินกู้ซื้อบ้านในโครงการบ้านชานเมือง ในราคา 3 ล้านบาท

คำถาม คือ ธนาคารจะให้วงเงินกู้ 100% หรือไม่? และผ่อนขั้นต่ำเท่าไหร่? เราได้นำสูตรคำนวณ ยอดผ่อนชำระสูงสุดของผู้กู้ สูตรคำนวณ ยอดวงเงินกู้  มาให้ดังนี้

 

สูตรคำนวณ ยอดผ่อนชำระสูงสุดของผู้กู้

 

รายได้ทั้งหมด(เงินเดือน) x 70%(รายได้) – หนี้สินทั้งหมด = ยอดผ่อนชำระต่อเดือน

ตัวอย่าง กรณีที่ไม่มีหนี้สิน 30,000 x 70% = 21,000 บาท

 

สูตรคำนวณ ยอดวงเงินกู้

 

ยอดผ่อนชำระต่อเดือน x 1,000,000 หาร 7,000 = ยอดวงเงินกู้

ตัวอย่างเช่น 21,000 x 1,000,000 / 7,000 = 3,000,000

 

***ทั้งนี้จากสูตรคำนวณเป็นการประมาณเท่านั้น ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและการพิจารณาของแต่ละธนาคารด้วย

 

มนุษย์เงินเดือนพนักงานเอกชนที่เงินเดือน 30,000 บาท คนนี้ต้องการซื้อบ้าน 3-5 ล้านบาท แม้ไม่มีภาระหนี้สินใดๆ แต่มีจำนวนเงินผ่อนที่แบกรับได้ประมาณ 21,000 บาท หากต้องการกู้ซื้อบ้าน จะได้วงเงินกู้ประมาณ 3 ล้านบาท แต่ถ้าผู้กู้อยากได้วงเงินกู้เพิ่ม สามารถใช้วิธีกู้ร่วม หรือรวมรายได้ทั้งหมด ก็ช่วยให้อนุมัติสินเชื่อได้ง่ายและตามวงเงินที่ต้องการกู้ ทั้งนี้จากข้างต้นเป็นการประมาณเท่านั้น หากผู้กู้ต้องการข้อมูลแบบชัดเจนแนะนำให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ธนาคาร

เงินเดือน 30,000 ซื้อบ้าน 3-5 ล้านได้ไหม ต้องผ่อนเท่าไหร่?

ประเมินความสามารถการกู้ จากฐานเงินเดือน ดังนี้

 

ตารางเปรียบเทียบเงินเดือนและวงเงินที่สามารถกู้ซื้อบ้านได้

เงินเดือน (บาท)ยอดผ่อนชำระต่อเดือนวงเงินกู้สูงสุด (บาท)
30,00021,0003,000,000
35,00024,5003,500,000
40,00028,0004,000,000
45,00031,5004,500,000
50,00035,0005,000,000
55,00038,5005,500,000
60,00042,0006,000,000
65,00045,5006,500,000
70,00049,0007,000,000
80,00056,0008,000,000
90,00063,0009,000,000
100,00070,00010,000,000

***จากตารางข้างต้น เป็นเพียงการเปรียบเทียบเงินเดือนกับการคาดคะเนวงเงินที่สามารถกู้ได้ โดยคิดจากการประเมินความสามารถในการแบกรับภาระหนี้ของผู้กู้ ในสัดส่วนไม่เกิน 70% ของรายได้

แต่หากผู้กู้มีภาระหนี้สินอื่นๆ ก็จะลดลงไปจากตารางตัวอย่าง ตามหนี้สินของผู้กู้นั่นเองค่ะ

สรุปส่งท้าย มนุษย์เงินเดือน 30,000 บาท สามารถกู้ ซื้อบ้าน ได้วงเงิน 3,000,000 บาท กรณีที่ไม่มีหนี้สินนั่นเองค่ะ

สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property

ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service

>>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด

>>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด

>>> บริการบริหารและจัดการคอนโด

LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR

Tel : 089-986-0202

Youtube : @amberrealty

Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/

#ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

 

หลายคน พอใช้ชีวิตมาถึงวัยหนึ่ง ก็คงมีความพร้อมทางด้านการเงินพอสมควร และมีความคิดที่จะซื้อบ้าน แต่บ้านแบบไหนล่ะ ที่ดีที่สุด และเหมาะสมกับเรา วันนี้ Amber รวบรวม 3 เหตุผล ซื้อบ้านใหม่ หรือ ซื้อบ้านมือสอง แบบไหนดีกว่ากัน มาไว้ เผื่อเป็นเหตุผลก่อนตัดสินใจซื้อ มีเหตุผลอะไรบ้าง?… ตามไปอ่านพร้อมกันเลยค่ะ

 

  1. ราคาบ้านใหม่ และ บ้านมือสอง

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ต้องพิจารณาก่อนที่จะซื้อบ้านใหม่หรือบ้านมือสอง คือ ราคา เนื่องจากบ้านใหม่มักจะมีราคาสูงกว่าบ้านมือสอง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจซื้อบ้านไม่ควรพิจารณาเพียงแต่ราคาเท่านั้น ควรพิจารณาผลตอบแทนจากการซื้อบ้านด้วย เช่น ราคาคุ้มค่ากับสภาพบ้านที่ได้รับ การซื้อบ้านมือสองอาจมีราคาถูกกว่า แต่บ้านอาจจะต้องมีการซ่อมแซมหรือปรับปรุงเพิ่มเติมที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน บ้านใหม่อาจมีราคาสูงกว่า แต่จะมีสภาพที่ดีและไม่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการซ่อมแซมหรือปรับปรุง เพราะสภาพของบ้านเป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการตัดสินใจซื้อบ้าน สภาพบ้านใหม่มักจะมีความสะอาดและใช้งานได้ดีกว่าบ้านมือสอง แต่บ้านมือสองอาจมีความเป็นเอกลักษณ์มากกว่าบ้านใหม่ ในการเลือกซื้อบ้านควรตรวจสอบสภาพของบ้านอย่างละเอียด รวมถึงสภาพห้องน้ำ ห้องครัว และระบบไฟฟ้าและประปา

 

  1. ทำเลที่ตั้ง และสภาพแวดล้อมรอบๆ

ตำแหน่งของบ้านเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องพิจารณา เนื่องจากตำแหน่งของบ้านจะมีผลต่อคุณภาพชีวิตของเรา ความสะดวกสบายในการเดินทางไปทำงานหรือเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนตัว เช่น ร้านค้า โรงพยาบาล โรงเรียน เป็นต้น บ้านใหม่มักจะอยู่ในที่ตั้งที่ใหม่และมีความสะดวกสบายมากกว่าบ้านมือสอง ซึ่งบางครั้งอาจไม่ได้อยู่ในที่ตั้งที่สะดวกสบายตามที่ต้องการ ดังนั้นในการเลือกซื้อบ้านต้องพิจารณาตำแหน่งให้ถี่ถ้วนเพื่อไม่ให้ผิดหวังในภายหลัง

 

สภาพแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมรอบๆ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ควรพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้าน หากเลือกซื้อบ้านใหม่ สภาพแวดล้อมรอบๆ มักจะสะอาดและอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการวางแผนการพัฒนาอย่างเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม การซื้อบ้านใหม่อาจมีการก่อสร้างที่กำลังดำเนินอยู่รอบๆ ซึ่งอาจทำให้มีความไม่สะดวกสบายชั่วคราว อีกทั้งยังควรพิจารณาเรื่องของโอกาสในการเติบโตของพื้นที่รอบๆ ด้วยสำหรับบ้านมือสอง ควรตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบๆ เช่น สถานที่จัดเก็บขยะ การจราจร หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆที่อาจมีผลต่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังควรตรวจสอบสภาพแวดล้อมภายในบ้านเอง อาทิเช่น ระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า และระบบอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสภาพบ้านมือสองมีความพร้อมใช้งานได้อย่าง

  1. อัตราดอกเบี้ย

อัตราดอกเบี้ยเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ควรพิจารณาก่อนทำการซื้อบ้าน เพราะมันจะมีผลต่อค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายในระยะยาว และควรคำนึงถึงระยะเวลาที่ต้องการผ่อนชำระเงินกู้ยืม หากเลือกซื้อบ้านใหม่ อัตราดอกเบี้ยมักจะต่ำกว่าบ้านมือสอง เนื่องจากสถาบันการเงินมักจะให้เงินกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เลือกสินเชื่อกับสถาบันนั้น แต่หากเลือกซื้อบ้านมือสอง อัตราดอกเบี้ยอาจสูงกว่า ดังนั้นควรหาข้อมูลอัตราดอกเบี้ยจากสถาบันการเงินต่างๆเพื่อเปรียบเทียบและวิเคราะห์รายละเอียดอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน

เปรียบเทียบระหว่าง ซื้อบ้านใหม่ และ ซื้อบ้านมือสอง

 

บ้านใหม่ 

ข้อดี คือ สามารถเลือกได้ตามความต้องการ และสามารถรับประกันสิ่งส่งมอบใหม่ทั้งหมดสามารถปรับเปลี่ยน และ อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

ข้อเสีย คือ ราคาสูงกว่าบ้านมือสอง ต้องรอส่งมอบเสร็จสิ้นก่อนที่จะสามารถย้ายเข้าไปอยู่ได้ การตรวจสอบการก่อสร้างโครงสร้างว่าเป็นไปตามมาตรฐาน เพราะจะเกิดปัญหาต่างๆ เข้ามา เช่น โครงสร้าง เสาเข็มก่อสร้างถูกต้องตามหลักวิศวกรรมหรือไม่ กรณีบ้านใหม่อาจจะส่งผลต่างๆ ที่ลักษณะการก่อสร้างยังไม่เข้าที่ เช่น การทรุดตัวของดิน

 

บ้านมือสอง

ข้อดี คือ ราคาถูกกว่าบ้านใหม่ อยู่ในสถานที่ที่มีความเป็นมาแล้ว และมีการจัดสวนหรือปรับปรุงบ้านก่อนหน้านั้นอย่างเต็มที่ สามารถเข้าไปอยู่ได้ทันที

ข้อเสีย คือ อาจมีความเสียหายที่ไม่ได้แจ้ง ซึ่งอาจจะต้องเสียเวลาแก้ไขปัญหา ต้องการงบประมาณสำหรับการปรับปรุง หรือ ซ่อมแซม เนื่องจากการเสื่อมสภาพตามระยะเวลา

 

บ้านมือหนึ่ง VS บ้านมือสอง เลือกแบบไหนคุ้มกว่าในยุคนี้

การซื้อบ้านสักหลังเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต ซึ่งนอกจากจะต้องวางแผนเรื่องการสมัครสินเชื่อแล้ว เรายังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรเลือกบ้านมือหนึ่งหรือบ้านมือสอง แต่ละแบบมีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร และอะไรที่เหมาะสมกับความต้องการและสถานะทางการเงินของเรามากที่สุด มาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับบ้านทั้งสองแบบ และค้นหาคำตอบว่าแบบไหนคุ้มค่ากว่ากันในยุคนี้

บ้านมือหนึ่งหรือบ้านใหม่จากโครงการมีเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้ซื้อหลายคน ด้วยความใหม่ ทันสมัย และการออกแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ มาดูกันว่าบ้านมือหนึ่งมีจุดเด่นอะไรบ้าง

 

บ้านมือหนึ่ง

3 เหตุผล ซื้อบ้านใหม่ หรือ ซื้อบ้านมือสอง แบบไหนดีกว่ากัน

บ้านมือสอง

 

สรุปแล้ว… ไม่ว่า ซื้อบ้านใหม่ หรือ ซื้อบ้านมือสอง ก็แค่เลือกให้เหมาะสมกับความต้องการของตัวเองเพียงเท่านี้ คุณก็จะได้บ้านที่ตรงใจแล้วค่ะ…

 

สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property

 

ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service

>>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด

>>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด

>>> บริการบริหารและจัดการคอนโด

LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR

Tel : 089-986-0202

Youtube : @amberrealty

Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/

 

#ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด

MRR คืออะไร? และหากคิดจะกู้บ้าน กู้คอนโด ห้ามพลาดเรื่องการคำนวณดอกเบี้ย การวางแผนกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ และสิ่งหนึ่งที่หลายคนมักมองข้าม คือ MRR หรือ Minimum Retail Rate ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารใช้ในการคำนวณดอกเบี้ย สำหรับสินเชื่อบุคคลทั่วไป เช่น สินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อคอนโด

 

MRR (Minimum Retail Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนดขึ้นสำหรับลูกค้ารายย่อย โดยจะถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์พื้นฐานในการคำนวณดอกเบี้ยสินเชื่อ เช่น การกู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อคอนโด หรือสินเชื่อ เพื่อการอุปโภคบริโภคอื่นๆ

ธนาคารแต่ละแห่งจะมีการกำหนด MRR ที่แตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ต้นทุนการดำเนินงาน เศรษฐกิจ และนโยบายของแต่ละธนาคาร ดังนั้น ผู้กู้ควรเปรียบเทียบ MRR ของแต่ละธนาคารก่อนตัดสินใจกู้เงิน

 

MRR มีความสำคัญอย่างไรในการกู้บ้านหรือคอนโด?

  1. เป็นเกณฑ์ในการคำนวณดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่คุณต้องชำระในแต่ละเดือนมักจะถูกคำนวณจาก MRR บวกหรือลบส่วนต่าง (Spread) ตัวอย่างเช่น หากธนาคารกำหนดว่าอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านคือ MRR -1% และ MRR ของธนาคารนั้นคือ 5% ดอกเบี้ยที่คุณต้องชำระจริงจะเท่ากับ 5.5% ต่อปี
  2. ช่วยเปรียบเทียบข้อเสนอของธนาคาร MRR เป็นตัวเลขที่ทำให้คุณสามารถเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณกำลังมองหาดีลสินเชื่อบ้านที่ดีที่สุด
  3. ส่งผลต่อยอดชำระรายเดือน ยิ่ง MRR ต่ำ ดอกเบี้ยก็จะต่ำลง ซึ่งหมายความว่ายอดเงินที่ต้องชำระในแต่ละเดือนจะลดลงด้วย

MRR คืออะไร? หากคิดจะกู้บ้าน กู้คอนโด ห้ามพลาดเรื่องการคำนวณดอกเบี้ย

วิธีตรวจสอบ MRR ของธนาคาร

 

ข้อควรระวังเกี่ยวกับ MRR

  1. MRR ไม่ได้คงที่
    อัตรา MRR อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของธนาคารหรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
  2. อย่าดูเฉพาะ MRR อย่างเดียว
    บางครั้งธนาคารอาจให้ MRR ต่ำ แต่มีค่าธรรมเนียมแฝง หรือเงื่อนไขที่อาจไม่เหมาะสมกับคุณ ดังนั้นควรพิจารณาเงื่อนไขทั้งหมดก่อนตัดสินใจ

สรุปส่งท้าย MRR คืออะไร? MRR ก็คือ ปัจจัยสำคัญที่ต้องรู้และเข้าใจก่อนการซื้อกู้บ้านหรือคอนโด เพราะส่งผลต่อดอกเบี้ย และยอดชำระรายเดือนของคุณโดยตรง การศึกษาและเปรียบเทียบอัตรา MRR จากธนาคารต่างๆ จะช่วยให้คุณสามารถเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุดได้

 

สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property

 

ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service

>>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด

>>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด

>>> บริการบริหารและจัดการคอนโด

LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR

Tel : 089-986-0202

Youtube : @amberrealty

Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/

 

#ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

ยิลด์ ( Yield ) เป็นคำที่พบได้บ่อยในโลกของการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้น พันธบัตร กองทุนรวม และสินทรัพย์อื่นๆ ยิลด์เป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่นักลงทุนใช้ในการประเมินผลตอบแทนของการลงทุนในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์ต่อปี แล้วคำว่ายิลด์จริงๆ นั้น หมายถึงอะไร? และยิลด์กี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะเหมาะสมกับการลงทุน? วันนี้เรามาสรุปมาให้แล้วค่ะ…

 

ความหมายของคำว่า ยิลด์ ( Yield )

Yieldคือ อัตรา ผลตอบแทน จากการลงทุนที่แสดงในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์ โดยคำนวณจากรายได้ เช่น ดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ที่ได้รับจากสินทรัพย์นั้น เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าของการลงทุน ตัวอย่างเช่น

ยิลด์มีหลายประเภท เช่น Dividend Yield (ยิลด์จากเงินปันผล) และ Bond Yield (ยิลด์จากพันธบัตร) ซึ่งนักลงทุนสามารถ เลือกใช้ตามประเภทของสินทรัพย์ที่สนใจ

 

ปัจจัยที่มีผลต่อยิลด์

  1. ประเภทของสินทรัพย์ สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาล มักให้ยิลด์ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น กองทุนรวม หรืออสังหาริมทรัพย์
  2. สภาพเศรษฐกิจ ในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโต ยิลด์จากหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงสูงมักเพิ่มขึ้น ในขณะที่ช่วงเศรษฐกิจซบเซา ยิลด์จากพันธบัตรหรือสินทรัพย์ปลอดภัยจะเป็นที่นิยม
  3. อัตราดอกเบี้ย เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้น ยิลด์จากก็มักปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม

 

ยิลด์กี่เปอร์เซ็นต์ที่เหมาะสมกับการลงทุน?

ไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่า… ยิลด์กี่เปอร์เซ็นต์ที่เหมาะสม เนื่องจากขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนและความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถพิจารณาแนวทางเบื้องต้นได้ดังนี้

  1. สำหรับนักลงทุนที่เน้นความปลอดภัย
    • หากคุณต้องการความมั่นคงและไม่อยากเสี่ยง ยิลด์ที่เหมาะสมอาจอยู่ในช่วง 2-5% เช่น การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือกองทุนตราสารหนี้
  2. สำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้บ้าง:
    • การลงทุนในหุ้นที่มีปันผล อาจให้ยิลด์ในช่วง 4-7% ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นแต่ยังต้องการความมั่นคงในระดับหนึ่ง
  3. สำหรับนักลงทุนที่เน้นผลตอบแทนสูง
    • หากคุณพร้อมรับความเสี่ยง การลงทุนในหุ้นเติบโตหรือกองทุนรวมที่มุ่งเน้นผลตอบแทนสูง อาจให้ยิลด์ตั้งแต่ 7% ขึ้นไป แต่ควรระมัดระวัง เนื่องจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

Yield คืออะไร? และกี่เปอร์เซ็นต์ที่เหมาะสมกับการลงทุน

เคล็ดลับในการเลือกยิลด์ที่เหมาะสม

  1. วิเคราะห์ความเสี่ยง อย่ามองแค่ยิลด์ที่สูง แต่ควรพิจารณาความเสี่ยงที่มาพร้อมกับผลตอบแทน
  2. เปรียบเทียบกับตลาด ตรวจสอบว่ายิลด์ของสินทรัพย์ที่คุณสนใจสอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของตลาดหรือไม่?
  3. กระจายการลงทุน ไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ยิลด์สูงเพียงอย่างเดียว ควรกระจายการลงทุนเพื่อบริหารความเสี่ยง

 

สรุปส่งท้าย ยิลด์ เป็นตัวชี้วัดสำคัญ ที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจถึง ผลตอบแทน จากการลงทุน

อย่างไรก็ตาม การเลือกยิลด์ที่เหมาะสมไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาถึงเป้าหมาย ความเสี่ยง และสภาพตลาดในช่วงเวลานั้นด้วย การศึกษาและวางแผนอย่างรอบคอบจะช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกยิลด์ที่ตอบโจทย์และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้ในระยะยาว

สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property

 

ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service

>>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด

>>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด

>>> บริการบริหารและจัดการคอนโด

 

LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR

Tel : 089-986-0202

Youtube : @amberrealty

Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/

 

#ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ