รวมอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ รีไฟแนนซ์บ้าน เดือนมีนาคม 2568 จากธนาคารในประเทศไทย

27

มี.ค. 25

รวมอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ รีไฟแนนซ์บ้าน เดือนมีนาคม 2568 จากธนาคารในประเทศไทย

รีไฟแนนซ์บ้าน(Refinance)

คือ การทำสัญญาสินเชื่อกู้ซื้อที่อยู่อาศัยกับอีกธนาคารหนึ่ง เมื่อเกิดการ สิ้นสุดสัญญาสินเชื่อที่มีอยู่กับธนาคารหนึ่งไปแล้ว

โดยผู้ขอสินเชื่อสามารถเลือกธนาคารได้เองตามแต่ว่า ธนาคารใดจะให้ข้อเสนอที่น่าจูงใจมากกว่ากัน โดยส่วนใหญ่จะมีการรีไฟแนนซ์

หรือขอลดดอกเบี้ยบ้านก็ต่อเมื่อผ่อนบ้านไปแล้ว 3 ปีขึ้นไปหรือตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญากู้บ้าน ดังนั้น การรีไฟแนนซ์จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

เนื่องจากช่วยลดดอกเบี้ยบ้าน และภาระในการผ่อนได้

นอกจากนี้ ยังมีอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดภาระในการแบกรับอัตราดอกเบี้ยได้ คือ รีเทนชั่น (Retention) หรือขอลดดอกเบี้ยบ้านกับธนาคารเดิม

โดยการพิจารณานั้น ทางธนาคารจะตรวจสอบประวัติ การผ่อนชำระของผู้กู้ที่ผ่านมา ข้อดี คือ ผู้กู้สินเชื่อบ้านสามารถดำเนินธุรกรรมกับธนาคารเดิมได้โดยไม่ต้องมีภาระในการจัดเตรียมเอกสารใหม่

เพื่อขอรีไฟแนนซ์กับธนาคารใหม่ ทำให้การรีเทนชั่นใช้ระยะเวลาไม่นานใน การพิจารณาอนุมัติการขอลดดอกเบี้ยบ้าน

รวมอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ รีไฟแนนซ์บ้าน เดือนมีนาคม 2568

รีเทนชั่น (Retention) หรือ รีไฟแนนซ์บ้าน (Refinance)
แบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน

เมื่อผู้กู้ผ่อนบ้านมาเป็นเวลา 3 ปี ผู้กู้มักจะมีการขอลดอัตราดอกเบี้ยในการผ่อนบ้านกับธนาคารเก่า หรือธนาคารใหม่ ที่เรียกว่าการ Retention กับ Refinance นั่นเอง

และในบทความนี้ Amber ได้รวบรวมข้อมูลอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ธนาคารไหนดี 2568 อัปเดตประจำเดือนมีนาคม

จากหลากหลายธนาคาร มาเปรียบเทียบให้เห็นกันไปเลยว่า… รีไฟแนนซ์บ้าน ธนาคารไหนดี ธนาคารไหนให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านต่ำที่สุด ถูกที่สุด

และขอลดดอกเบี้ยบ้าน มี เงื่อนไขอะไรบ้าง?… เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้กู้สินเชื่อบ้าน คอนโด ที่กำลังจะรีไฟแนนซ์ หรือรีเทนชั่น

พร้อมเครื่องมือคำนวณอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านที่จะช่วยให้การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยใหม่ของคุณง่ายขึ้น

อัปเดต! อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้าน ธนาคารไหนดี 2568 ประจำเดือน มีนาคม ธนาคารส่วนใหญ่ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อบ้าน MRR เป็นเกณฑ์ในการลดอัตราสินเชื่อกู้ซื้อบ้าน คอนโด

ซึ่งเราได้นำอัตรา ดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านเฉลี่ย 3 ปีที่ต่ำที่สุดมาจัดอันดับ โดยมีอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ของธนาคารที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่ต้องการขอลดดอกเบี้ยบ้าน ดังนี้

 

ตารางอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ธนาคารไหนดี 2568 ประจำเดือน มีนาคม

รวมอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ รีไฟแนนซ์บ้าน เดือนมีนาคม 2568

*** อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์เฉลี่ย 3 ปี คำนวณแบบค่าเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์เท่านั้น***

และตามหัวข้อของเรากับ 9 อันดับธนาคารที่น่าสนใจ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านเฉลี่ย 3 ปีต่ำ ที่สุด ประจำเดือน มีนาคม 2568

1. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (G H Bank)

อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ขอลดดอกเบี้ยบ้าน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีผลิตภัณฑ์ สินเชื่อบ้าน GHB Precious Plus ปี 2568 สำหรับลูกค้ารายย่อยทั่วไป
หรือ ลูกค้าสวัสดิการไม่มีเงินฝาก ผู้กู้มี รายได้ (Gross) ตั้งแต่ 70,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำสุดอยู่ที่ 2.70%
แบ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ปีที่ 1 = 1.79% อัตราดอกเบี้ยคงที่ปีที่ 2 = 2.80% และอัตราดอกเบี้ยปีที่ 3 = 3.50% โดยให้วงเงินกู้ตามเกณฑ์หลักประกันให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติงานสินเชื่อ

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ และให้อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอด 3 ปี คือ โครงการสินเชื่อ Senior Home 4U ปี 2568 สำหรับผู้กู้ต้องมีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำสุดอยู่ที่ 2.47% แบ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 = 2.00% ปีที่ 2 = 2.50% และปีที่ 3 = 2.90% และให้วงเงินกู้ตาม เกณฑ์รายได้ให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติงานสินเชื่อ
อ้างอิงตามประกาศธนาคาร MRR = 6.545% (ประกาศ ณ วันที่ 5 มีนาคม 2568)

2. ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB)

สินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ ขอลดดอกเบี้ยบ้าน ธนาคารทหารไทยชาต แบ่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ 2 กลุ่มหลัก ๆ ด้วยกัน คือ สินเชื่อสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ ทีทีบี (ลูกค้าที่รับเงินเดือนผ่านบัญชี TTB Payroll)
ที่มีอัตรา
สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำสุดอยู่ที่ 2.89% ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอด 3 ปี โดยผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวผู้กู้สินเชื่อต้องสมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท
ส่วนสินเชื่อสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ ทีทีบี (สำหรับลูกค้าทั่วไป ที่ไม่ได้รับบัญชีเงินเดือนผ่าน ทีทีบี) จะมี อัตราสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำสุดอยู่ที่ 3.09%
ในกรณีของการสมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท แบ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอด 3 ปีเช่นกัน โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่กล่าวมาให้วงเงินขั้นต่ำ 500,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 50,000,000 บาท
อ้างอิงตามประกาศธนาคาร MRR = 7.605% (ประกาศ ณ วันที่ 5 มีนาคม 2568)

3. ธนาคาร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH Bank)

ธนาคาร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านเฉลี่ยต่ำสุด 3 ปีแรกอยู่ที่ 2.95% แบ่งเป็น อัตราดอกเบี้ยคงที่ปีแรก = 1.59% ปีที่ 2-3= 3.63%
สำหรับลูกค้าที่ทำประกัน MRTA/MLTA แบบไม่ฟรีค่า จดจำนอง ส่วนลูกค้าที่ทำประกัน MRTA/MLTA และต้องการให้ธนาคารออกค่าจดจำนองให้ มีอัตราดอกเบี้ย เฉลี่ย 3 ปีต่ำสุดอยู่ที่ 3.15%

นอกจากนั้น การขอลดดอกเบี้ยบ้านกับ ธนาคาร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ยังมีสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ สำหรับลูกค้าที่ไม่ต้องการทำประกัน MRTA/MLTA
และไม่ต้องการให้ธนาคารออกค่าจดจำนองให้ ซึ่งมีอัตรา ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีอยู่ที่ 3.05% และสำหรับลูกค้าที่ไม่ต้องการทำประกัน MRTA/MLTA
ในรูปแบบ ฟรีค่า จำนอง มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีอยู่ที่ 3.25% โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่กล่าวมาให้วงเงินกู้ 100% ของภาระหนี้ คงเหลือจากสถาบันการเงินเดิม แต่ไม่เกินราคาประเมินหลักประกัน
อ้างอิงตามประกาศธนาคาร MRR = 8.580% (ประกาศ ณ วันที่ 12 มีนาคม 2568)

4. ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP)

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) มีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจคือ โปรโมชั่นพิเศษ รีไฟแนนซ์ KKP x Refinn มีอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านเฉลี่ย 3 ปีต่ำที่สุด 3.02%
แบ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 = 0.99% ปีที่ 2 = MLR-4.36% และ ปีที่ 3 = MLR-3.46% โดยมีเงื่อนไขหลักในการทำประกันคุ้มครองวงเงินกู้กับบริษัทประกัน
ที่ผ่านธนาคาร (MRTA) ทุนประกันภัย 100% และระยะเวลำเอาประกันขั้นต่ำ 10 ปี ในกรณีลูกค้ำมีระยะเวลา กู้ ไม่ถึง 10 ปี
ให้ทำประกันโดยระยะเวลาเอาประกันขั้นต่ำเท่ากับระยะเวลากู้ ฟรีประเมิน, ฟรีอากร, ฟรี อัคคีภัย, ฟรีค่าจดจำนอง เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

นอกจากนั้น สำหรับผลิตภัณฑ์รีไฟแนนซ์บ้านปกติของธนาคารในกรณีที่ผู้กู้ประสงค์ทำประกันอยู่ที่ 3.15%ประกอบด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ปีที่ 1 = 1.99%
และอัตราดอกเบี้ยลอยตัวปีที่ 2 = MLR-4.475% และ ปีที่ 3 = MLR-3.965% และสำหรับลูกค้าที่ไม่ต้องการทำประกันมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 3.417%
โดย
ธนาคารออกค่าประเมิน ค่าอากร ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย 3 ปี และฟรีค่าจดจำนอง โดยทั้ง 2 รูปแบบให้วงเงินกู้ สูงสุด 100% ของราคาประเมินหรือวงเงินอนุมัติสูงสุด 50 ล้านบาท

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ยังมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ที่น่าสนใจสำหรับลูกค้าที่ ต้องการอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอด 3 ปี
ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยคงที่เฉลี่ย 3 ปีอยู่ที่ 3.60% สำหรับกรณีที่ผู้กู้ประสงค์ ทำประกัน และ 3.85% สำหรับผู้กู้ที่ไม่ประสงค์ทำประกัน
โดยทั้ง 2 รูปแบบให้วงเงินกู้สูงสุด 100% ของราคา ประเมินหรือวงเงินอนุมัติสูงสุด 50 ล้านบาทเช่นกัน
อ้างอิงตามประกาศธนาคาร MLR = 7.950% (ประกาศ ณ วันที่ 10 มีนาคม 2568)

5. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY)

สำหรับการขอลดดอกเบี้ยบ้าน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านเฉลี่ย ต่ำสุด 3 ปีอยู่ที่ 3.083% แบ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอด 3 ปี
คือ ปีที่ 1 = 1.88% ปีที่ 2 = MRR-4.40% และปีที่ 3 = MRR-2.58% โดยมีเงื่อนไขสำหรับหลักประกันประเภท บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์ โฮม ห้องชุดพักอาศัย
ราคาตั้งแต่ 1.5 ล้านบาทขึ้นไป และสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 30 ปี (ระยะเวลาผ่อนชำระรวมกับอายุผู้กู้แล้วต้องไม่เกิน 65 ปี) โดยให้วงเงินกู้สูงสุดที่ 95% ของราคาประเมิน

นอกจากนั้น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ยังมีอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรีไฟแนนซ์สำหรับหลักประกันประเภท อาคารพาณิชย์วงเงินกู้ตั้งแต่ 1 ล้านบาทแต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท
ที่มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่ 5.05% และ อาคารพาณิชย์วงเงินกู้ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่ 4.80% โดยให้วงเงินกู้สูงสุด 90% ของราคาประเมิน
อ้างอิงตามประกาศธนาคาร MRR = 7.175% (ประกาศ ณ วันที่ 7 มีนาคม 2568)

6. ธนาคารกสิกรไทย (Kbank)

ขอลดดอกเบี้ยบ้าน ธนาคารกสิกรไทย มีอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านเฉลี่ย 3 ปี ต่ำสุด อยู่ที่ 3.10%
แบ่งเป็นรูปแบบที่ 1 อัตราดอกเบี้ยปีแรก = 1.99% ปีที่ 2 = 3.16% และ ปีที่ 3 = 4.16%
และ รูปแบบที่ 2 อัตราดอกเบี้ยคงที่ปีที่ 1-3 = 3.10% โดยทั้ง 2 รูปแบบเป็นผลิตภัณฑ์ดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ทำประกันเพื่อคุ้มครองสินเชื่อบ้านตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด
วงเงินกู้ ตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป

นอกจากนั้น ธนาคารกสิกรไทย ยังมีผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าที่ไม่ประสงค์ทำประกันเพื่อคุ้มครอง สินเชื่อ มีอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านเฉลี่ย 3 ปี
ต่ำสุด = 3.27% แบ่งเป็นปีที่ 1 = 2.49% ปีที่ 2 = 3.16% และปีที่ 3 = 4.16% สำหรับวงเงินกู้ ตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป
ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์สินเชื่อรีไฟแนนซ์จาก ธนาคารกสิกรไทย ให้วงเงินกู้ไม่เกิน 100% ของราคาประเมิน หลักประกัน และมีระยะเวลาให้กู้ สูงสุดไม่เกิน 30 ปี (อายุผู้กู้ไม่เกิน 70 ปี)
อ้างอิงตามประกาศธนาคาร MRR = 7.080% (ประกาศ ณ วันที่ 4 มีนาคม 2568)

7. ธนาคารกรุงไทย (KTB)

สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ขอลดดอกเบี้ยบ้าน ธนาคารกรุงไทย มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยต่ำสุด 3 ปีอยู่ที่ 3.29% สำหรับ กรณีขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านตั้งแต่ 2 ล้านบาท ขึ้นไป
และสามารถเลือกผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บาท/เดือนในปีที่ 1 ได้ และต้องทำประกัน แบ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ปีที่ 1 = 1.99% ปีที่ 2 = 3.39% และปี ที่ 3 = 4.49%

นอกจากนั้น ธนาคารกรุงไทย (KTB) ยังมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน แบบไม่ทำประกัน ที่มีอัตรา ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีต่ำที่สุด 3.39%
สำหรับกรณีขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านตั้งแต่ 2 ล้านบาท ขึ้นไป และสามารถ เลือกผ่อนต่ำล้านละ 3,500 ได้เช่นกัน
แบ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ปีที่ 1 = 2.29% ปีที่ 2= 3.39% และปีที่ 3 = 4.49% โดยผลิตภัณฑ์สินเชื่อรีไฟแนนซ์ทั้งหมดที่กล่าวมาให้วงเงินกู้สูงสุดอยู่ที่ 100% และมีระยะเวลาผ่อน นานสูงสุด 40 ปี
อ้างอิงตามอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเงินให้ MLR = 6.825% (ประกาศ ณ วันที่ 3 มีนาคม 2568)

8. ธนาคารกรุงเทพ (BBL)

สำหรับอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้าน ขอลดดอกเบี้ยบ้าน ธนาคารกรุงเทพ เฉลี่ยต่ำสุด 3 ปี มีอัตรา ดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.48% แบ่งเป็น ปีที่ 1 = 2.75% และ ปีที่ 2-3 = MRR-3.10%
เฉพาะวงเงินอนุมัติตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป กรณีหลักทรัพย์เป็นที่อยู่อาศัยทั่วไป หรือ หลักทรัพย์เป็นที่อยู่อาศัยในกลุ่มโครงการที่มี
ข้อตกลงกับธนาคาร และรับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยพิเศษปีแรก 0.5% เพียงสมัครสินเชื่อบ้านบัวหลวงพร้อม ประกันชีวิตคุ้มครองเครดิต โฮมเฟิสต์ พลัส (ฉบับปรับปรุง)
หรือประกันคุ้มครองเครดิต โฮมเฟิสต์ เอ็กตร้า โดยให้วงเงินกู้สูงสุดเท่ากับ 100% ของภาระหนี้คงเหลือ และไม่เกินอัตราส่วนวงเงินสินเชื่อสูงสุดตามประกาศ ของธนาคารแห่งประเทศไทย

ส่วนกรณี หลักทรัพย์เป็นที่อยู่อาศัยทั่วไป เฉพาะวงเงินอนุมัติตั้งแต่ 2-3.99 ล้านบาท มีอัตราดอกเบี้ย รีไฟแนนซ์เฉลี่ยต่ำสุด 3 ปีแรกอยู่ที่ 3.63% และรับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยพิเศษปีแรก 0.5% เพียงสมัครสินเชื่อ บ้านบัวหลวงพร้อมประกันชีวิตคุ้มครองเครดิต โฮมเฟิสต์ พลัส (ฉบับปรับปรุง) หรือประกันคุ้มครองเครดิต โฮมเฟิสต์ เอ็กตร้า โดยให้วงเงินกู้สูงสุดเท่ากับ 100% ของภาระหนี้คงเหลือ

สำหรับหลักทรัพย์เป็นที่อยู่อาศัยทั่วไป เฉพาะวงเงินอนุมัติต่ำกว่า 2 ล้านบาท มีอัตราดอกเบี้ยรี ไฟแนนซ์เฉลี่ยต่ำสุด 3 ปีแรกอยู่ที่ 4.05%
และรับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยพิเศษปีแรก 0.5% เพียงสมัครสินเชื่อ บ้านบัวหลวงพร้อมประกันชีวิตคุ้มครองเครดิต โฮมเฟิสต์ พลัส (ฉบับปรับปรุง)
หรือประกันคุ้มครองเครดิต โฮมเฟิสต์ เอ็กตร้า โดยให้วงเงินกู้สูงสุดเท่ากับ 100% ของภาระหนี้คงเหลือเช่นกัน
อ้างอิงตามประกาศธนาคาร MRR = 6.950% (ประกาศ ณ วันที่ 5 มีนาคม 2568)

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)

ธนาคารไทยพาณิชย์ มีอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ แบบทำประกัน ที่มีอัตรา ดอกเบี้ยสินเชื่อรีไฟแนนซ์เฉลี่ยต่ำสุด 3 ปีแรกอยู่ที่ 3.49%
แบ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ปี่ที่ 1 = 1.49% ปีที่ 2- 3 = MRR-2.69% ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.50% ต่อปี กรณีทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (Credit Life)
กำหนดให้ทำจำนวนเงินเอาประกันภัยไม่น้อยกว่า 70% ของวงเงินกู้ และระยะเวลาเอาประกันภัย 70% ของระยะเวลากู้ตามสัญญา
โดยกำหนดให้ระยะเวลาเอาประกันภัยขั้นต่ำ 10 ปี (กรณีระยะเวลากู้ตามสัญญาต่ำ กว่า 10 ปี กำหนดให้ระยะเวลาเอาประกันภัยเท่ากับระยะเวลากู้ตามสัญญา)

ส่วนอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรีไฟแนนซ์ แบบไม่ทำประกัน มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำสุดอยู่ที่ 3.99%แบ่งเป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1 ปี
และผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี โดย ผลิตภัณฑ์สินเชื่อรีไฟแนนซ์ทั้งหมดของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้วงเงินสินเชื่อสูงสุด 100% ของมูลค่าหลักประกันตามราคาประเมิน
สำหรับบ้านหลังแรกที่ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท (สัญญาที่ 1) สำหรับวงเงิน สินเชื่อเคหะเท่ายอดหนี้เดิม และวงเงินเอนกประสงค์ กู้เพิ่มไม่เกิน 3% ของยอดหนี้วงเงินเคหะเดิม
ทั้งนี้สำหรับลูกค้าทั่วไป ลูกค้าโครงการ / ลูกค้าองค์กร จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ขึ้นอยู่กับประเภท โครงการ หรือ ประเภทองค์กร และเป็นไปตามเงื่อนไขของธนาคาร โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่ SCB.CO.TH

***อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวมีผลในระหว่างวันที่ 2 มกราคม – 30 มิถุนายน 2568 หรือจนกว่าธนาคาร จะมีประกาศเปลี่ยนแปลง
อ้างอิงตามประกาศธนาคาร MRR = 7.175% (ประกาศ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567) รออัปเดตจากธนาคารอีกครั้ง***

***ปัจจุบันอ้างอิงตามประกาศธนาคาร MRR = 7.075% (ประกาศ ณ วันที่ 3 มีนาคม 2568)

*อัตราสินเชื่อบ้านโดยส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแปลงไม่บ่อยมากนัก ประมาณ 1 ไตรมาส หรือ ครึ่งปีต่อครั้ง ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันระหว่างธนาคารแต่ละที่ด้วย

 

แนะนำ 8 ขั้นตอนในการรีไฟแนนซ์บ้าน (Refinance) ขอลดดอกเบี้ยบ้าน

1. ติดต่อกับธนาคารเดิมเพื่อขอรายการสรุปยอดหนี้สินเชื่อบ้าน โดยค่าใช้จ่ายในขั้นนี้ขึ้นอยู่กับธนาคารนั้น ๆ บางธนาคารอาจไม่มีค่าใช้จ่าย

2. หลังจากได้รายการยอดหนี้ที่ต้องการแล้วก็นำเอกสารดังกล่าวไปยื่นขอ รีไฟแนนซ์บ้าน กับธนาคารใหม่
(ในกรณีที่คุณพิจารณาแล้วว่าการรีเทนชั่นอาจจะคุ้มกว่าก็สามารถยื่นกับธนาคารเดิมได้)

3. ไม่ต่างกับการกู้ซื้อบ้านที่เคยทำในช่วงแรก เจ้าหน้าที่จะต้องมาประเมินบ้านหรือทรัพย์สินที่เรา
ต้องการ รีไฟแนนซ์บ้าน

4. รอฟังผลการอนุมัติจากธนาคาร

5. หากได้รับการอนุมัติสินเชื่อแล้ว เดินหน้าติดต่อกับธนาคารเก่านัดวันไถ่ถอนที่สำนักงานที่ดิน
นำ
เอกสารไปไถ่ถอนบ้านจากสินเชื่อเดิม คิดยอดที่ต้องจ่ายเป็นเงินต้นบวกดอกเบี้ย (นับจนถึงวันไถ่ถอน)

6. ติดต่อกับธนาคารใหม่ที่ต้องการรีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อทำสัญญาสินเชื่อใหม่ โดยนัดวันทำสัญญาและโอน
บ้านที่ใช้จำนอง อย่าลืมนัดทั้ง 2 ธนาคารมาภายในวันเดียวกัน เพื่อชำระหนี้

7. ไปที่สำนักงานที่ดิน ณ เขตที่ตั้งของทรัพย์สิน เพื่อทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์
โดยมีเจ้าหน้าที่จากทั้งสอง
ธนาคารไปด้วย

8. ขั้นตอนสุดท้าย มอบโฉนดที่ได้มาจากสำนักงานที่ดินให้กับธนาคารใหม่ เป็นอันเสร็จสิ้น

ข้อดีของการรีไฟแนนซ์บ้าน ขอลดดอกเบี้ยบ้าน

ลดดอกเบี้ยที่ต้องเสีย ดอกเบี้ยที่ถูกลงถือเป็นประโยชน์หลักที่เห็นได้ชัดที่สุดหากอัตราดอกเบี้ยผ่อนบ้าน
ของธนาคารใหม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของธนาคารเก่า เช่น สัญญาเดิมมีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.5

แต่สัญญาใหม่มีอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3.5 เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง จำนวนดอกเบี้ยที่ต้องเสียต่อ เดือนและดอกเบี้ยรวมทั้งสัญญาก็จะลดลงตามไปด้วย

หักเงินต้นได้มากขึ้น เมื่อภาระดอกเบี้ยน้อยลง ค่าผ่อนบ้านในแต่ละเดือนก็จะถูกนำไปหักเงินต้น
คงเหลือได้มากขึ้น ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในเดือนต่อไปก็จะลดลงอีก
เช่น ผู้ขอสินเชื่อผ่อนบ้านเดือนละ
20,000 บาท ในสัญญาเดิมต้องหักดอกเบี้ย 12,000 บาท
เหลือหักต้นเพียง 8,000 บาท แต่สัญญา
ใหม่หักดอกเบี้ย 7,000 บาท ก็จะเหลือหักต้นเพิ่มขึ้นเป็น 13,000 บาท เป็นต้น

ค่าผ่อนบ้านที่น้อยลง สัญญาใหม่จะเป็นไปตามการประเมินจากธนาคารและตามการตกลงของผู้ขอสินเชื่อ
ซึ่งอาจทำให้ค่าผ่อนบ้านในสัญญาใหม่ของผู้ขอสินเชื่อลดลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยลดลง
หรือ
การขยายระยะเวลาในสัญญาใหม่นานขึ้น เช่น สัญญาเก่าผ่อนเดือนละ 20,000 บาท เหลือ 25 ปี
สัญญาใหม่ที่ขยายเวลาเป็น 30 ปีทำให้เหลือผ่อนเพียงเดือนละ 15,000 บาท เป็นต้น

อัปเดตอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน MRR MLR MOR ล่าสุด ข้อมูลอัปเดตอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อบ้าน MRR MLR MOR
อัปเดตปี 2568 จากหลากหลายธนาคาร เช่น ธ.กสิกรไทย ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กรุงเทพ ธ. กรุงไทย ธ.ออมสิน ธ.ทหารไทย ธ.กรุงศรีอยุธยา

สรุปส่งท้าย ทั้งนี้ รีไฟแนนซ์บ้าน (Refinance) หรือขอลดดอกเบี้ยบ้านนั้น สามารถช่วยประหยัด ดอกเบี้ยให้ผู้ขอสินเชื่อได้อย่างมากก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าการรีไฟแนนซ์จะสามารถลดดอกเบี้ยได้เสมอไป ดังนั้นก่อนจะรีไฟแนนซ์ แนะนำให้ผู้ขอสินเชื่อศึกษารายละเอียดของสินเชื่ออย่างละเอียดรอบคอบ โดย ประเด็นหลักที่จะต้องพิจารณา คือ อัตราดอกเบี้ยตลอดอายุสินเชื่อของสินเชื่อรีไฟแนนซ์จะต้องต่ำกว่าอัตรา ดอกเบี้ยตลอดสินเชื่อปัจจุบัน

อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการรีไฟแนนซ์ (Refinance) เช่น ค่าธรรมเนียมการจด จำนอง ค่าอากร ค่าประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ รวมไปถึงค่าประกันอัคคีภัยหรือประกันสินเชื่อ (MRTA) ซึ่งมี เงื่อนไขแตกต่างกันตามแต่ละธนาคาร ที่สำคัญอย่าลืม!! ตรวจสอบเงื่อนไขการไถ่ถอนสินเชื่อจากธนาคารเดิม ด้วยว่า… กำหนดให้ผู้ขอสินเชื่อสามารถรีไฟแนนซ์ได้ตั้งแต่ปีที่เท่าไรของการกู้ เพราะมิฉะนั้นแล้วผู้กู้จะต้องถูก ปรับจากธนาคารเดิม หากผู้ขอสินเชื่อไถ่ถอนหนี้ก่อนกำหนด

สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทย
ได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property

ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service

>>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด

>>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด

>>> บริการบริหารและจัดการคอนโด

LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR

Tel : 089-986-0202

Youtube : @amberrealty

Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/

#ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

บทความน่าสนใจ

Freehold คืออะไร?

หากจะลงทุนคอนโด เลือก Freehold VS Leasehold ดี ?!

การลงทุนในคอนโดเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับหลายๆ คน แต่ก่อนตัดสินใจซื้อ คุณต้องทำความเข้าใจเรื่อง Freehold คืออะไร? และ Leasehold คืออะไร ให้ดีก่อน เพราะทั้งสองแบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป การเลือกให้เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของคุณ จะส่งผลต่อผลตอบแทนในระยะยาว Freehold คืออะไร? สิทธิ์การถือครอง: เป็นการถือครองกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์แบบถาวร คุณจะเป็นเจ้าของห้องชุดและส่วนกลางทั้งหมด ข้อดี: มูลค่าเพิ่ม: ราคาคอนโด Freehold มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว เนื่องจากเป็นการถือครองกรรมสิทธิ์แบบถาวร อิสระในการปรับปรุง: คุณสามารถปรับปรุงห้องชุดได้ตามต้องการ มรดกตกทอด: สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้อื่นหรือทายาทได้ ข้อเสีย: ราคาสูง: ราคาคอนโด Freehold มักสูงกว่า Leasehold ภาษีและค่าธรรมเนียม: มีค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์และภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง Leasehold คืออะไร? สิทธิ์การถือครอง: เป็นการเช่าระยะยาว โดยมีระยะเวลาการเช่าที่กำหนด ข้อดี: ราคาถูกกว่า: ราคาคอนโด Leasehold มักจะถูกกว่า Freehold ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า: ค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์และภาษีต่ำกว่า ข้อเสีย: ไม่ใช่เจ้าของ: คุณไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินอย่างแท้จริง เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า คุณต้องคืนทรัพย์สินให้เจ้าของ มูลค่าไม่แน่นอน: มูลค่าของคอนโด Leasehold อาจลดลงเมื่อใกล้หมดสัญญาเช่า ข้อจำกัดในการปรับปรุง: อาจมีข้อจำกัดในการปรับปรุงห้องชุด เลือกแบบไหนดี? การเลือก Freehold หรือ Leasehold ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนของคุณ หากต้องการลงทุนระยะยาวและต้องการสร้างมรดก: Freehold เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า หากมีงบประมาณจำกัดและต้องการลงทุนในระยะสั้น: Leasehold อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ หากต้องการความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนแปลง: Freehold ให้ความยืดหยุ่นมากกว่า   ปัจจัยอื่นๆ ที่ควรพิจารณา ทำเลที่ตั้ง: ทำเลที่ตั้งมีผลต่อมูลค่าของคอนโดทั้งสองแบบ โครงการ: สิ่งอำนวยความสะดวกและคุณภาพของโครงการก็สำคัญ กฎหมายและข้อบังคับ: กฎหมายเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน   การตัดสินใจเลือก Freehold หรือ Leasehold เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ คุณควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เหมาะสมกับตัวคุณมากที่สุด หากใครยังไม่รู้จะเลือก Freehold หรือ Leasehold  แบบไหนดี สามารถทักปรึกษา Amber  เราได้ เรามีทีมงานมีอาชีพค่อยให้ตำปรึกษา และมีห้องหลากหลายรอให้คุณมาจับจองเป็นเจ้าของอยู่ สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทย ได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด บริการบริหารและจัดการคอนโด LINE@ : https://lin.ee/UIbzhRs Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/ #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ #ลงทุนอสังหา #propertyinvestment #เอเจ้นท์ #Agent #propertyagent

03 ธันวาคม 2024
กรองมาให้แล้ว! ธุรกรรมเกี่ยวกับกรมที่ดิน ผ่านระบบออนไลน์

กรองมาให้แล้ว! ธุรกรรมเกี่ยวกับกรมที่ดิน ผ่านระบบออนไลน์

กรองมาให้แล้ว! ธุรกรรมเกี่ยวกับกรมที่ดิน ที่สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ ได้!! ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยเสียเวลา ครึ่งวันค่อนวัน เพื่อทำธุรกรรม ที่ กรมที่ดิน ต่อไปนี้ ไม่ต้องเสียเวลามากขนาดนั้นแล้ว… เพราะ กรมที่ดิน เปิดโอกาสให้คนที่ต้องการซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ซื้อที่ดิน หรือแม้แต่การทำธุรกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรมที่ดิน ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน SmartLands และ e-QLands ทั้งในระบบ IOS และ Android ฟรี! โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เชื่อมต่อทุกการเข้าถึงและการบริการของกรมที่ดินไว้ช่องทางเดียว เพื่อลดขั้นตอน ค่าใช้จ่าย และประหยัดเวลาไปได้เยอะ   ก่อนอื่น มาทำความรู้จัก กับแอปพลิเคชัน SmartLands Application   SmartLands Application คือ แอปพลิเคชัน ที่ถูกทำขึ้นโดยกรมที่ดิน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและการบริการต่างๆ ของกรมที่ดินได้ง่าย สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และลดความหนาแน่นในการเดินทางไปทำธุรกรรมที่กรมที่ดิน โดยให้บริการมากสุด 18 รายการ ดังนี้ สารานุกรมที่ดิน ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจด้านที่ดินที่สำคัญและจำเป็นสำหรับประชาชน “e-QLands” จองคิว เพื่อยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการรังวัดล่วงหน้า LandsMaps เป็นการค้นหารูปแปลงที่ดิน การตรวจสอบราคาประเมินที่ดิน การค้นหาที่ตั้งของสำนักงานที่ดิน การคำนวณภาษีอากร และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ขั้นตอนการทำธุรกรรม ณ กรมที่ดิน การค้นหาข้อมูลนิติบุคคลจัดสรรที่ดินอาคารชุด การค้นหาประกาศที่ดิน (e-LandsAnnouncement) การเข้าถึงเว็บไซต์ของกรมที่ดิน การร้องทุกข์-ร้องเรียน ผ่านระบบ e-Contact DC ติดต่อกรมที่ดินผ่าน LINE : @teedin ข่าวการจัดซื้อ-จัดจ้างงาน ของกรมที่ดิน ระบบถาม-ตอบอัตโนมัติ การตรวจสอบค่าใช้จ่ายในการรังวัดที่ดิน โครงการบอกดิน และรายละเอียดต่างๆ ประเมินความพึงพอใจในงานบริการ ค้นหา นสล. หรือ หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ที่จะมีการปักป้ายที่สาธารณประโยชน์ชัดเจน สามารถตรวจสอบแนวเขตได้ เมื่อมีการบุกรุก หรือลดข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์     ขั้นตอนง่ายๆ จองคิวโอนบ้าน โอนคอนโด ล่วงหน้า ผ่านแอป e-QLands สะดวกกว่าที่เคย!   e-QLands เป็นแอปพลิเคชันที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนที่ต้องการคำขอจองคิวจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างๆ หรือจองคิวรังวัดที่ดินแบบออนไลน์ โดยสามารถจองคิวล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ได้ 24 ชั่วโมง โดยผู้ที่ต้องการทำธุรกรรมต่างๆ สามารถอัปโหลดเอกสารที่เกี่ยวข้อง ลงไปในแอปฯ เพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมที่ดินตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนถึงเวลานัดหมายจริง จะได้ประหยัดเวลา ลดขั้นตอนการทำธุรกรรม ณ สำนักงานเขตที่ดิน ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครและสาขาอื่นๆ ที่สามารถจองคิวได้ล่วงหน้า ดังนี้ สาขาบางเขน สาขาพระโขนง สาขาบางกอกน้อย สาขาบางกะปิ สาขาหนองแขม สาขามีนบุรี สาขาห้วยขวาง สาขาจตุจักร สาขาธนบุรี สาขาลาดพร้าว สาขาดอนเมือง สาขาบึงกุ่ม สาขาประเวศ สาขาหนองจอก สาขาลาดกระบัง สาขาบางขุนเทียน ทั้งนี้แอป e-QLands  สามารถใช้ยื่นจองคิวฝ่ายทะเบียน จองคิวฝ่ายรังวัด แนบไฟส์เอกสารหรือรูปถ่าย ประกอบการจองคิวแบบออนไลน์ รวมถึงการแจ้งเตือนยื่นจองคิว งานทะเบียนหรือรังวัด แบบเรียลไทม์ 5 วิธีจองคิวทำธุรกรรมต่างๆ ณ กรมที่ดิน ผ่านแอป e-QLands ขั้นตอนการจองคิว พร้อมแนบเอกสาร ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานกรมที่ดิน ในเขตต่างๆ ที่เข้าร่วมการจองคิวล่วงหน้า ผ่านแอป e-QLands มี 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ ดาวน์โหลดแอป e-QLands ผ่านระบบ iOS และ Android ลงทะเบียน พร้อมใส่ข้อมูลส่วนตัว และเข้าระบบ ยื่นคำขอจองคิว พร้อมระบุรายละเอียดติดต่อดังนี้ กรมที่ดิน เขตที่ต้องการติดต่อ วันที่ต้องการไปทำธุรกรรม เลือกประเภทธุรกรรมที่ต้องการดำเนิน ระหว่าง “จองคิวจดทะเบียนสิทธิ” หรือ “จองคิวรังวัดที่ดิน” ระบุเลขที่และประเภทเอกสารสิทธิ / เลขที่ดิน แนบเอกสารที่เกี่ยวข้อง กรณียื่นขอรังวัด สามารถกำหนดวันรังวัดผ่านระบบได้ ตรวจสอบผลการจองคิวพร้อมยืนยัน จากนั้นรอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและติดต่อกลับ เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบเอกสาร ที่ผู้ทำธุรกรรมแนบมากับระบบออนไลน์ แจ้งเตือนการติดตามสถานการณ์ยื่นคำขอ และรอติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน หากมีการตรวจสอบพบว่าแนบเอกสารไม่ครบ เจ้าหน้าที่จะทำการแจ้งเตือนเป็นข้อความตอบกลับ เมื่อถึงวัดนัดทำธุรกรรม ณ กรมที่ดินในเขตนั้นๆ แสดงรูปใบจองคิวแก่เจ้าหน้าที่ พร้อมทำธุรกรรมได้เลย แต่หากติดภารกิจ ไม่สามารถมาในวันที่นัดหมายได้ สามารถแจ้งเลื่อนนัดได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้รหัสใหม่ สรุปส่งท้าย ธุรกรรมเกี่ยวกับกรมที่ดิน สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้แล้ว! ประหยัดเวลา ถูกใจคนรุ่นใหม่ และคนเมืองที่ต้องเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา โดยข้อดีของการทำธุรกรรมที่ดินออนไลน์ คือ สะดวก รวดเร็ว, บางธุรกรรมสามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปกรมที่ดินอีกแล้ว, ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดค่าธรรมเนียม, ตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย ลดความเสี่ยงถูกฉ้อโกง, ใช้ง่าย เข้าถึงได้ไว ทำธุรกรรมได้ผ่านมือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ได้เลย…   และในยุคที่เราสามารถทำธุรกรรมที่ดินผ่านระบบช่องทางออนไลน์ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกต่อคนซื้อ ขาย โอนอสังหาฯ เป็นอย่างมาก   สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property   ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service >>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด >>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด >>> บริการบริหารและจัดการคอนโด   LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/   #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

21 มกราคม 2025
พาส่องทำเลราคาที่ดิน ที่มีการปรับเพิ่มขึ้น 5-15% ในปี 2568

พาส่องที่ดินทำเลทอง ที่มีการปรับเพิ่มขึ้น 5-15% ในปี 2568

พาส่อง ที่ดินทำเลทอง ราคาที่ดินมีแนวโน้มพุ่งสูง ในปี 2568 โดยคาดว่า… จะมีอัตราการปรับเพิ่มขึ้น 5-15% และเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงทุน หรือเลือกที่อยู่อาศัยใหม่สำหรับผู้คนทั่วไป… วันนี้ Amber Realty ได้รวบรวมข่าวสารมาไว้ให้แล้วค่ะ.. ที่ดินทำเลทอง ที่มีการปรับเพิ่มขึ้น 5-15% ในปี 2568 เทรนด์ราคาที่ดิน ในปี 2568 มีแนวโน้มปรับขึ้นได้ถึง 5-10% สวนทางแนวโน้มเศรษฐกิจ ที่ยังชะลอตัว โดยหากมองภาพรวมจะมีแนวโน้มปรับขึ้นอีก 5-15% ทั่วประเทศไทย และทำเลที่ดินใน 10 ที่ของเมืองกรุงยังเป็นทำเลเดิมๆ อาทิ ชิดลม ถึง เพลินจิต ครองแชมป์ ยืนพื้นที่ ทำเลราคาแพงสุด อัตราซื้อ-ขายตารางวาละ 3.75 ล้าน และในต่างจังหวัดทำเลที่โดดเด่น คือ  จังหวัดเชียงใหม่, จังหวัดนครราชสีมา,จังหวัดชลบุรี, จังหวัดภูเก็ต ปรับขึ้นสูงสุด 5-15% แต่จากการศึกษาและวิเคราะห์ที่ดินจังหวัดภูเก็ต มีแนวโน้มขยับ ปรับราคาแรงแซงกรุงเทพเสียอีก… จากผลการสำรวจของนายปริสุทธิ์ รอดจากภัย ผู้อำนวยการฝ่ายสำรวจวิจัย บริษัท โปรสเปค แอพเพรซัล จำกัด พบว่า… ในปี 2567 ทำเลที่มีราคาซื้อ-ขายสูงสุดในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล 10 อันดับแรก ได้แก่ ถนนชิดลม – เพลินจิต 3,750,000 บาท/ตารางวา ถนนวิทยุ 3,100,000 บาท/ตารางวา ถนนสุขุมวิทตอนต้น 2,940,000 บาท/ตารางวา ถนนสุขุมวิท 21 อโศก 2,730,000 บาท/ตารางวา ถนนสีลม 2,700,000 บาท/ตารางวา ถนนสาทร 2,400,000 บาท/ตารางวา ถนนสุขุมวิท เอกมัย 1,950,000 บาท/ตารางวา ถนนเยาวราช : 1,900,000 บาท/ตารางวา ถนนพญาไท : 1,850,000 บาท/ตารางวา ถนนพหลโยธินตอนต้น : 1,800,000 บาท/ตารางวา โดยที่ดินติดรถไฟฟ้าสายเก่า และสายใหม่ นับเป็น ที่ดินทำเลทอง มีการปรับขึ้นยกแผง ทั้งนี้ ทำเลที่ดินปรับราคาสูงขึ้นอยู่ในทำเลใกล้กับแนวรถไฟฟ้าทั้งสายใหม่และสายเก่า เพราะตอบโจทย์ความสะดวกสบายในการเดินทาง ใกล้แหล่งใช้ชีวิตและใกล้ที่ทำงาน อาทิ เขตทวีวัฒนา บางแค บางพลัด ธนบุรี ตลิ่งชัน ดอนเมือง บางนา วัฒนา สะพานสูง สายไหม มีนบุรี สวนหลวง… และโซนจังหวัดปริมณฑล เช่น อำเภอเมืองนนบุรี อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และอำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวของเมือง นอกจากนี้เมืองหลัก หรือ เมืองท่องเที่ยว ก็มีแนวโน้ม ราคาที่พุ่งสูงขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นโซนภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ แนวโน้มปี 2568 ขึ้นเฉลี่ย 5-10% เทียบกับปี 2567 เนื่องจากเป็นทั้งจังหวัดหัวเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยว โดยปีนี้มีเหตุการณ์พิเศษจากอุทกภัย ทำให้โซนการอยู่อาศัยเด่นชัดขึ้น คาดว่าขยายพื้นที่เมืองออกไปทาง 3 อำเภอหลัก คือ สันทราย, สันกำแพง และฝาง ซึ่งมีการขยายตัวของโครงการที่พักอาศัย แหล่งชุมชน และพาณิชยกรรม และมีโครงการสนามบินนานาชาติเชียงใหม่แห่งที่ 2 ในพื้นที่อีกด้วย ภาคอีสาน จังหวัดนครราชสีมา มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเฉลี่ย 5-10% จากการเป็นหัวเมืองใหญ่และเป็นเมืองท่องเที่ยว โดยเฉพาะอำเภอปากช่องที่มีเขาใหญ่เป็นแหล่งดึงดูดการลงทุน ภาคตะวันออก โผล่ออกที่จังหวัดชลบุรี แนวโน้มปรับขึ้นเฉลี่ย 5-10% จุดโฟกัสอยู่ที่ 2 ทำเลหลัก คือ อำเภอบางละมุง และเมืองพัทยา ภาคใต้ ทำเลที่โดดเด่นตลอดกาล ต้องยกให้ จังหวัดภูเก็ต มีแนวโน้มปรับขึ้นเฉลี่ย 10-15% แปลงที่เห็นราคาแพงในปี 2567 ยังเป็นเทรนด์การปรับราคาขาขึ้นในปี 2568 โดยเฉพาะทำเลติดหาดซึ่งนับวันจะหายากมากขึ้น ส่วนพื้นที่ภูมิภาคอื่นๆ พบว่า… จังหวัดสงขลา ราคาซื้อ-ขายที่ดินในปี 2567 สูงสุด รองจากกรุงเทพฯ ซื้อ-ขายเฉลี่ย 400,000 บาท/ตารางวา และจังหวัดเชียงใหม่ซื้อ-ขายสูงสุดเฉลี่ย 250,000 บาท/ตารางวา   ปัจจัยที่มีผลต่อการปรับราคาที่ดินในแต่ละทำเล ตัวแปรหลักมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ทั้งถนน รถไฟฟ้า สนามบิน ทำให้เกิดการขยายของเมือง การเดินทางที่สะดวกขึ้น ทำให้เกิดการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้ซื้อ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนขยายการลงทุน โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ส่งผลต่อการปรับขึ้นของราคาที่ดินอย่างมีนัยสำคัญ   รวมทั้งโซนกรุงเทพกรีฑา พุทธมณฑลสายต่างๆ ก็บูมไม่แพ้กัน   นายปริสุทธิ์กล่าวต่อว่า เจาะลึกทำเลเด่นในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล พบมีอย่างน้อย 4 ทำเลน่าสนใจ แบ่งเป็น 2 ทำเลที่เหมาะสำหรับการพัฒนาโครงการบ้านแนวราบ ได้แก่   1.กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ ช่วงถนนศรีนครินทร์ ถึง ถนนร่มเกล้า เขตสะพานสูง รองรับการขยายตัวของเมืองทางด้านกรุงเทพ ฝั่งตะวันออก โดยถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ ได้รับฉายา “เบเวอร์ลี่ฮิลส์เมืองไทย” เป็นถนนตัดใหม่มีขนาดใหญ่ เชื่อมต่อกับถนนหลักอื่นๆ อาทิ ถนนพระราม 9, ถนนศรีนครินทร์, ถนนมอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-ชลบุรี, ถนนรามคำแหง, ถนนร่มเกล้า, ถนนบางนา-ตราด ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่อาศัยขนาดกลางและใหญ่เกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก   2.ทำเลถนนพุทธมณฑลสาย 1-2 เขตตลิ่งชันและเขตทวีวัฒนา รองรับการขยายตัวของเมืองด้านกรุงเทพ ตะวันตก เชื่อมต่อถนนได้หลายเส้นทาง ทั้งถนนบรมราชชนนี, ถนนเพชรเกษม, ถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4, และถนนกาญจนาภิเษก ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากรถไฟฟ้าสีแดง ทางด่วน และถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 ซึ่งเป็นถนนตัดใหม่ ทำให้การเดินทางเข้าเมืองและโรงพยาบาลศิริราชสะดวกมากขึ้น ทำให้มีการลงทุนบ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์เกิดขึ้นหลายโครงการ เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลธนบุรี คอนโดปักหมุดจรัญฯ-กรุงธนบุรี   และอีก 2 ทำเล ที่เหมาะกับการพัฒนาคอนโดมิเนียม คือ   1.ถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางกอกน้อย ช่วงสามแยกไฟฉายได้รับปัจจัยบวกจากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เดินทางเข้าเมืองสะดวก อยู่ใกล้โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลธนบุรี สินค้าคอนโด ได้รับความนิยมจากลูกค้าบุคลากรทางการแพทย์และข้าราชการที่ทำงานในโซนกรุงเทพ ชั้นใน   2.ถนนกรุงธนบุรี ช่วงรอยต่อเขตธนบุรีกับเขตคลองสาน เชื่อมต่อถนนได้หลายเส้นทาง อาทิ ถนนสาทรเหนือ ถนนรัชดาภิเษก ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน ถนนเจริญนคร ได้รับปัจจัยบวกจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับเขตสาทรโดยสะพานตากสิน การเดินทางเข้าเมืองสะดวกมากขึ้น เจาะลูกค้าพนักงานออฟฟิศในย่านสาทร สีลม ที่มองหาห้องชุดราคาไม่แพงมากนัก และเดินทางไม่ไกลที่ทำงาน โดยสรุป ที่ดินทำเลทอง ราคาที่ดินปี 2568 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการลงทุน ทั้งเพื่อการพัฒนาอาคารพาณิชย์ และที่อยู่อาศัย โดยการปรับตัวขึ้นของราคาในแต่ละทำเลที่ดิน จะขึ้นมากหรือน้อยมีปัจจัยเรื่อง อุปสงค์ (Demand) และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ในทำเลเป็นองค์ประกอบด้วย และจะเห็นว่า… ทำเลราคาที่ดินที่แพงขึ้นมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นทำเลที่มีการเดินทางสะดวก ใกล้แนวรถไฟฟ้า ใกล้แหล่งงาน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต ตอบโจทย์การอยู่อาศัยเป็นหลักนั่นเอง… สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property   ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service >>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด >>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด >>> บริการบริหารและจัดการคอนโด   LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/   #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ #ลงทุนอสังหา #propertyinvestment #เอเจ้นท์ #Agent #propertyagent

16 มกราคม 2025