วางแผนดาวน์บ้านกี่เปอร์เซ็นต์ดี? เปรียบเทียบดาวน์มาก vs ดาวน์น้อย

02

ต.ค. 26

405

วางแผนดาวน์บ้านกี่เปอร์เซ็นต์ดี? เปรียบเทียบดาวน์มาก vs ดาวน์น้อย

การซื้อบ้านเป็นภาระทางการเงินระยะยาว ดังนั้นคำถามสำคัญที่ควรคิดตั้งแต่ต้นคือ “ควรดาวน์บ้านกี่เปอร์เซ็นต์?”

โดยทั่วไป การดาวน์บ้านมากช่วยลดจำนวนเงินที่ต้องกู้และลดภาระดอกเบี้ยในระยะยาว ขณะที่การดาวน์บ้านน้อยช่วยให้เก็บเงินสดไว้เป็นเงินสำรองและมีสภาพคล่องมากขึ้น แต่จะแลกกับยอดกู้และภาระผ่อนที่สูงขึ้น

สรุปง่ายๆ หากมีเงินออมเพียงพอและหลังจากจ่ายเงินดาวน์แล้วยังมีเงินสำรองเหลือ การดาวน์ประมาณ 20% ขึ้นไป อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระหนี้ได้ แต่หากการดาวน์จำนวนมากทำให้เงินเก็บแทบหมด การดาวน์น้อยลงและเก็บเงินสำรองไว้ก็อาจเหมาะสมกว่า

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การหาตัวเลขที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่คือการหา “สัดส่วนเงินดาวน์ที่เหมาะกับฐานะการเงินของตัวเอง”

 

เงินดาวน์บ้านคืออะไร?

เงินดาวน์บ้าน คือเงินส่วนที่ผู้ซื้อจ่ายเองก่อน โดยส่วนที่เหลือจึงเป็นจำนวนเงินที่ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือผู้ให้กู้

ตัวอย่างเช่น

บ้านราคา 3,000,000 บาท

หากดาวน์ 10% จะเท่ากับ

300,000 บาท

และหากสมมติว่ากู้ส่วนที่เหลือทั้งหมด จำนวนเงินกู้จะอยู่ที่ประมาณ

2,700,000 บาท

หากดาวน์ 20%

เงินดาวน์ = 600,000 บาท

จำนวนเงินที่ต้องกู้จะเหลือประมาณ

2,400,000 บาท

ทั้งนี้ จำนวนเงินกู้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินดาวน์เพียงอย่างเดียว เพราะยังมีปัจจัยด้านรายได้ ภาระหนี้ เครดิต และหลักเกณฑ์ของผู้ให้กู้เข้ามาพิจารณาด้วย

ควรดาวน์บ้านกี่เปอร์เซ็นต์?

ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคน แต่สามารถใช้ 10% 20% และ 30% เป็นจุดเปรียบเทียบเพื่อวางแผนได้

เงินดาวน์เงินดาวน์เมื่อบ้านราคา 3 ล้านบาทเงินกู้โดยประมาณ
10%300,000 บาท2,700,000 บาท
20%600,000 บาท2,400,000 บาท
30%900,000 บาท2,100,000 บาท

 

ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นในการซื้อบ้าน ดังนั้น ก่อนตัดสินใจควรดูทั้ง เงินเก็บ รายได้ต่อเดือน หนี้เดิม ค่าใช้จ่ายประจำ และเงินสำรองฉุกเฉิน

ดาวน์บ้านมาก vs ดาวน์บ้านน้อย ต่างกันอย่างไร?

การดาวน์มากและดาวน์น้อยมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน

ประเด็นดาวน์มากดาวน์น้อย
เงินที่ต้องจ่ายวันซื้อสูงต่ำกว่า
จำนวนเงินกู้น้อยกว่ามากกว่า
ภาระผ่อนต่อเดือนมีแนวโน้มต่ำกว่ามีแนวโน้มสูงกว่า
ดอกเบี้ยรวมมีแนวโน้มต่ำกว่ามีแนวโน้มสูงกว่า
เงินสดคงเหลือน้อยลงมากกว่า
เงินสำรองฉุกเฉินอาจลดลงมีโอกาสเหลือมากกว่า
ความยืดหยุ่นทางการเงินอาจลดลงสูงกว่าในช่วงแรก

 

ข้อดีของการดาวน์บ้านมาก

  1. ลดจำนวนเงินที่ต้องกู้ ยิ่งจ่ายเงินดาวน์มาก จำนวนเงินกู้ก็ยิ่งลดลง ซึ่งช่วยลดภาระหนี้ตั้งแต่วันแรก
  2. ลดภาระผ่อนต่อเดือน เมื่อยอดเงินต้นน้อยลง ค่างวดที่ต้องชำระในแต่ละเดือนก็มีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อน
  3. ลดดอกเบี้ยในระยะยาว เมื่อเงินต้นที่กู้น้อยลง ดอกเบี้ยที่คำนวณจากยอดหนี้ก็มีแนวโน้มลดลงด้วย
  4. มีหนี้น้อยลง การเริ่มต้นด้วยยอดหนี้ที่ต่ำกว่าอาจช่วยให้บริหารรายได้ในอนาคตได้ง่ายขึ้น และอาจเพิ่มความสามารถในการรับภาระทางการเงินอื่น

 

ข้อเสียของการดาวน์บ้านมาก

แม้การดาวน์มากจะช่วยลดหนี้ แต่ก็มีข้อควรระวัง

  • เงินเก็บอาจหายไปเป็นก้อนใหญ่ หากนำเงินออมทั้งหมดไปจ่ายเงินดาวน์ หลังจากซื้อบ้านอาจเหลือเงินสดไม่เพียงพอสำหรับ
  • ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน
  • ค่าซ่อมแซมบ้าน
  • ค่าเฟอร์นิเจอร์
  • ค่าใช้จ่ายในการย้ายบ้าน
  • ค่ารักษาพยาบาล
  • การขาดรายได้ชั่วคราว

ดังนั้น อย่าดาวน์มากจนเงินสำรองเหลือไม่เพียงพอ

ข้อดีของการดาวน์บ้านน้อย

  1. เก็บเงินสดไว้ได้มากกว่า การใช้เงินดาวน์น้อยช่วยให้มีเงินสดเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นและเงินสำรองฉุกเฉิน
  2. มีสภาพคล่องมากกว่า หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น รายได้ลดลงหรือมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ การมีเงินสดสำรองอาจช่วยให้รับมือได้ง่ายขึ้น
  3. ไม่ต้องรอเก็บเงินนานเกินไป สำหรับคนที่มีรายได้มั่นคงแต่ยังเก็บเงินก้อนได้ไม่มาก การดาวน์ในระดับที่เหมาะสมอาจช่วยให้สามารถซื้อบ้านได้เร็วขึ้น

 

ข้อเสียของการดาวน์บ้านน้อย

  1. ต้องกู้เงินมากขึ้น เมื่อเงินดาวน์น้อย ยอดสินเชื่อก็สูงขึ้น ส่งผลให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น
  2. ค่างวดอาจสูงขึ้น ยอดเงินต้นที่มากขึ้นมักทำให้ค่างวดสูงขึ้น หากเลือกผ่อนในระยะเวลาเท่ากัน
  3. ดอกเบี้ยรวมอาจสูงขึ้น เมื่อยอดเงินต้นสูงขึ้นและผ่อนเป็นระยะเวลานาน ดอกเบี้ยรวมที่จ่ายตลอดอายุสัญญาก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

ดาวน์บ้าน 10% เหมาะกับใคร?

การดาวน์ประมาณ 10% อาจเหมาะกับคนที่ต้องการรักษาสภาพคล่องและยังต้องการมีเงินสำรองเหลือหลังซื้อบ้าน

ตัวอย่างเช่น มีเงินเก็บ 700,000 บาท และต้องการซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท

หากใช้เงิน 300,000 บาทเป็นเงินดาวน์ จะยังเหลือเงินประมาณ 400,000 บาทก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น

ในกรณีนี้ การดาวน์ 10% อาจช่วยรักษาเงินสดไว้ได้มากกว่าการดาวน์ 20% หรือ 30% แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ยอดผ่อนหลังจากกู้เหมาะสมกับรายได้หรือไม่

ดาวน์บ้าน 20% เหมาะกับใคร?

ดาวน์ประมาณ 20% เป็นระดับที่หลายคนใช้เป็นเป้าหมายในการวางแผน เพราะช่วยลดเงินกู้ลงได้พอสมควร ขณะเดียวกันอาจไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่เท่าการดาวน์ 30% หรือมากกว่า

เหมาะกับผู้ซื้อที่

  • มีเงินเก็บค่อนข้างพร้อม
  • มีรายได้สม่ำเสมอ
  • ไม่มีหนี้อื่นมากเกินไป
  • ต้องการลดภาระผ่อน
  • ต้องการลดจำนวนเงินที่ต้องกู้
  • ยังมีเงินสำรองหลังจ่ายเงินดาวน์

อย่างไรก็ตาม 20% ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัว และผู้ซื้อควรตรวจสอบเงื่อนไขสินเชื่อในช่วงเวลาที่จะยื่นกู้จริง

ดาวน์บ้าน 30% หรือมากกว่า ดีไหม?

การดาวน์ 30% หรือมากกว่า ช่วยลดจำนวนเงินกู้ลงได้มาก แต่ต้องแลกกับการใช้เงินก้อนใหญ่

จึงเหมาะกับคนที่มีเงินออมเพียงพอและสามารถจ่ายเงินดาวน์แล้ว ยังเหลือเงินสำรองสำหรับใช้ชีวิตและเหตุฉุกเฉิน

ไม่ควรนำเงินเก็บทั้งหมดไปลงกับบ้านเพียงเพื่อให้ยอดหนี้ต่ำ เพราะบ้านเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงและไม่ได้เปลี่ยนกลับเป็นเงินสดได้ทันทีโดยไม่มีต้นทุนหรือความเสี่ยง

 

วิธีคำนวณว่าควรดาวน์บ้านเท่าไหร่?

ให้เริ่มจากการดู 4 ตัวเลขสำคัญ

  1. เงินเก็บทั้งหมด ดูว่าปัจจุบันมีเงินออมเท่าไร และมีเงินก้อนใดที่ต้องเก็บไว้สำหรับเป้าหมายอื่น
  2. เงินสำรองฉุกเฉิน ควรแยกเงินสำรองฉุกเฉินออกจากเงินดาวน์ก่อน เพื่อไม่ให้การซื้อบ้านทำให้สภาพคล่องหายไปทั้งหมด
  3. รายได้และหนี้ต่อเดือน คำนวณว่าหลังซื้อบ้านแล้ว จะมีภาระผ่อนบ้านและหนี้อื่นรวมกันเท่าไรเมื่อเทียบกับรายได้
  4. ค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้าน อย่าคำนวณเฉพาะเงินดาวน์ เพราะการซื้อบ้านยังอาจมีค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าธรรมเนียม ภาษี ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินเชื่อ ค่าตกแต่ง และค่าใช้จ่ายในการย้ายเข้าอยู่ โดยรายละเอียดขึ้นอยู่กับธุรกรรมและเงื่อนไขของแต่ละกรณี

ตัวอย่างการวางแผนเงินดาวน์บ้าน

สมมติซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท

กรณีดาวน์ 10%

เงินดาวน์ = 300,000 บาท

ยอดที่ต้องกู้โดยประมาณ = 2,700,000 บาท

ข้อดีคือใช้เงินก้อนน้อยกว่า แต่ต้องรับภาระเงินกู้สูงกว่า

กรณีดาวน์ 20%

เงินดาวน์ = 600,000 บาท

ยอดที่ต้องกู้โดยประมาณ = 2,400,000 บาท

ช่วยลดจำนวนเงินกู้ได้มากขึ้น แต่ต้องมีเงินก้อนเพิ่ม

กรณีดาวน์ 30%

เงินดาวน์ = 900,000 บาท

ยอดที่ต้องกู้โดยประมาณ = 2,100,000 บาท

ช่วยลดภาระเงินกู้ได้มากที่สุดในสามกรณี แต่ใช้เงินออมก้อนใหญ่ที่สุด

ข้อควรจำ: ตัวอย่างนี้ยังไม่ได้คำนวณดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่น และยอดสินเชื่อจริงอาจแตกต่างจากตัวอย่าง

 

ซื้อบ้านควรดาวน์มากที่สุดเท่าที่ทำได้หรือไม่?

ไม่จำเป็น

หลักการที่ดีกว่าคือ “ดาวน์ให้มากพอที่จะควบคุมภาระหนี้ แต่ไม่มากจนกระทบสภาพคล่อง”

ตัวอย่างเช่น หากมีเงินเก็บ 1 ล้านบาท ไม่ควรคิดเพียงว่า “มีเงิน 1 ล้านบาท ก็สามารถดาวน์ 1 ล้านบาทได้”

ควรแบ่งเงินออกเป็น

เงินดาวน์ + เงินสำรองฉุกเฉิน + ค่าใช้จ่ายซื้อบ้าน + เงินสำรองสำหรับการใช้ชีวิต

จากนั้นจึงค่อยดูว่าเหลือเงินสำหรับดาวน์เท่าใด

 

5 เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจว่าจะดาวน์บ้านกี่เปอร์เซ็นต์

ก่อนตัดสินใจ ลองตอบคำถามเหล่านี้

  1. หลังจ่ายเงินดาวน์แล้ว ยังมีเงินสำรองเพียงพอหรือไม่?
  2. รายได้ต่อเดือนสามารถรองรับค่างวดบ้านได้หรือไม่?
  3. มีหนี้รถ บัตรเครดิต หรือสินเชื่ออื่นอยู่เท่าไร?
  4. หากรายได้ลดลงชั่วคราว จะยังสามารถผ่อนบ้านต่อได้หรือไม่?
  5. หลังซื้อบ้านยังมีเงินสำหรับค่าซ่อมแซมและค่าใช้จ่ายอื่นหรือไม่?

หากตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดเจน จะช่วยให้ตัดสินใจเรื่องเงินดาวน์ได้รอบคอบกว่าการเลือกจากเปอร์เซ็นต์เพียงอย่างเดียว

สรุปส่งท้าย ดาวน์บ้านกี่เปอร์เซ็นต์ ดีที่สุด? ไม่มีสัดส่วนเงินดาวน์ที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน หากมีเงินเก็บเพียงพอและยังเหลือเงินสำรองหลังซื้อบ้าน การดาวน์มากขึ้น เช่น 20–30% อาจช่วยลดจำนวนเงินกู้และภาระดอกเบี้ยในระยะยาว

แต่หากการดาวน์จำนวนมากทำให้เงินเก็บเกือบหมด การดาวน์ประมาณ 10% หรือระดับที่เหมาะกับความสามารถทางการเงิน แล้วเก็บเงินส่วนที่เหลือไว้เป็นสภาพคล่อง อาจเป็นทางเลือกที่สมดุลกว่า

สุดท้ายแล้ว การวางแผนซื้อบ้านที่ดีไม่ใช่การทำให้ “เงินดาวน์สูงที่สุด” แต่คือการทำให้ ยอดหนี้เหมาะสมกับรายได้ และยังมีเงินสำรองเพียงพอหลังซื้อบ้าน

 

Q: ซื้อบ้านควรดาวน์กี่เปอร์เซ็นต์?

A: ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่สามารถพิจารณา 10%, 20% หรือ 30% เป็นตัวเลือกในการวางแผน โดยต้องดูเงินเก็บ รายได้ ภาระหนี้ และเงินสำรองฉุกเฉินร่วมกัน

 

Q: ดาวน์บ้าน 10% ดีไหม?

A: อาจเหมาะกับคนที่ต้องการรักษาเงินสดและสภาพคล่อง แต่ต้องแน่ใจว่าค่างวดและยอดสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นยังอยู่ในระดับที่รับได้

 

Q: ดาวน์บ้าน 20% ดีไหม?

A: อาจเป็นทางเลือกที่สมดุลสำหรับผู้ที่มีเงินออมเพียงพอ เพราะช่วยลดจำนวนเงินกู้ ขณะเดียวกันไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนมากเท่าการดาวน์ 30% หรือมากกว่า

 

Q: ดาวน์บ้าน 30% คุ้มไหม?

A: อาจช่วยลดจำนวนเงินกู้และดอกเบี้ยรวมได้ แต่ควรทำเมื่อหลังจากจ่ายเงินดาวน์แล้วยังมีเงินสำรองเพียงพอ ไม่ควรนำเงินเก็บทั้งหมดไปจ่ายเงินดาวน์

 

Q: ดาวน์บ้านมากหรือน้อย แบบไหนดีกว่ากัน?

A: ดาวน์มาก เหมาะกับคนที่ต้องการลดหนี้และมีเงินสำรองเพียงพอ ส่วน ดาวน์น้อย เหมาะกับคนที่ต้องการรักษาสภาพคล่องและมีความสามารถรองรับค่างวดที่สูงขึ้น

 

Q: เงินดาวน์บ้านควรเหลือเงินเก็บเท่าไหร่?

A: ไม่มีจำนวนเดียวที่เหมาะกับทุกคน ควรแยกเงินสำรองฉุกเฉินและค่าใช้จ่ายหลังซื้อบ้านออกจากเงินที่จะใช้เป็นเงินดาวน์ก่อน แล้วจึงคำนวณวงเงินที่สามารถนำมาดาวน์ได้อย่างปลอดภัย


𝐀𝐦𝐛𝐞𝐫 𝐈𝐧𝐭𝐞𝐫𝐧𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧𝐚𝐥 𝐑𝐞𝐚𝐥𝐭𝐲
คู่คิด ข้างคุณ เรื่องคอนโด
บริษัทเอเจนต์คอนโดให้บริการโดยทีมงาน
ที่เชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
การันตีด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปี
เราให้บริการแบบ One Stop Service
เกี่ยวกับคอนโดมิเนียม แก่ลูกค้าทั้งชาวไทย
และชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน
สิงคโปร์ เป็นต้น ได้รับการยอมรับ
และทำงานร่วมกันกับ บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
เจ้าใหญ่ของไทย เช่น MQDC, Sansiri, AP Thai, Origin ฯลฯ
✨ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทย
✨ได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property
✨ได้รับรางวัล Best Smart Agency 2025 จาก Livinginsider
✨ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service
📍บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด
📍บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด
📍บริการบริหารและจัดการคอนโด

📍LINE@ : https://lin.ee/UIbzhRs

📍Tel : 089-986-0202
📍Youtube : @amberrealty

📍Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

📍เลือกดูโครงการที่ชอบ: https://amber-international.com/p

บทความน่าสนใจ

เปรียบเทียบห้อง Loft และ Duplex คอนโดต่างกันอย่างไร แบบไหนเหมาะกับคุณ

Loft กับ Duplex ต่างกันอย่างไร แบบไหนที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณ

Loft และ Duplex ต่างกันที่โครงสร้างทางกฎหมายและพื้นที่ใช้สอยจริง กล่าวคือ Loft มีชั้นลอยที่ไม่นับเป็นพื้นที่ตามโฉนด ค่าส่วนกลางถูกกว่า แต่ทางออกทางเดียว ส่วน Duplex มีทั้งสองชั้นอยู่ในโฉนด มีประตูเข้าออกสองทาง ห้องน้ำบนชั้นสอง เหมาะกับคนที่ต้องการพื้นที่จริงและความปลอดภัยมากกว่า บทความนี้ Amber เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียทั้งสองแบบ พร้อมแนะนำว่าแบบไหนเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ . ห้องสไตล์ Loft – ชั้นล่างและชั้นบนจะอยู่บนโครงสร้างเดียวกัน เป็นห้องที่มีฝ้าเพดานสูงและในทางกฎหมาย ไม่มีการกำหนดความสูงขั้นต่ำของชั้นลอย – พื้นที่ใช้สอยถูกนับเพียงชั้นล่าง เนื่องจากในทางกฎหมายระบุไว้ว่าพื้นที่ใช้สอยส่วนชั้นลอย เป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ จะไม่ถูกนับรวมอยู่ในโฉนด – ชั้นลอยถูกนับเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ไม่มีประตูกั้นห้อง – มีประตูเข้าออกทางเดียวคือ ทางชั้นล่าง – ชั้นลอยจะไม่มีห้องน้ำ ข้อดีของห้องสไตล์ Loft – การเสียค่าส่วนกลางจะเสียแค่พื้นที่ใช้สอยที่ออกตามโฉนด ดังนั้นถ้าห้องขนาด 35 ตร.ม. และมีพื้นที่ใช้สอยชั้นลอย 22 ตร.ม. จะเสียค่าส่วนกลางแค่ 35 ตร.ม. – การที่มีฝ้าเพดานสูง ทำให้ห้องดูโปร่งและโล่งกว่าเดิม ข้อเสียของห้องสไตล์ Loft – มีความปลอดภัยค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีทางเข้า – ออก ทางเดียว หากเกิดเหตุฉุกเฉินอาจจะหนีลำบาก – ปัญหาเรื่องความสูงของชั้นลอย เนื่องจากทางกฎหมายไม่ได้กำหนดขั้นต่ำไว้ จึงทำให้บางโครงการมีความสูงของเพดานเตี้ยกว่า 2.40 เมตร ทำให้ห้องดูอึดอัด . ห้องสไตล์ Duplex – ชั้นล่างและชั้นบนอยู่บนโครงสร้างคนละชั้น ในทางกฏหมายกำหนดให้ชั้นบนมีความสูงไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร – พื้นที่ใช้สอยชั้นบนถูกนับเป็นสิ่งก่อสร้าง ดังนั้นพื้นที่ใช้สอยทั้งชั้นบนและล่างจะถูกนับรวมกันอยู่ในโฉนด – ชั้นบนสามารถแบ่งเป็นห้องต่างๆ มีประตูเปิด – ปิดได้ – ตามกฎหมายกำหนดให้มีประตูเข้า – ออก ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง – ชั้นบนมักจะมีห้องน้ำด้วย โดยจะอยู่ตำแหน่งเดียวกับชั้นล่าง ข้อดีของห้องสไตล์ Duplex – เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน – ความสูงของเพดาน ที่มีความสูงมาก จะช่วยทำให้ห้องดูกว้างและโปร่งโล่งมากยิ่งขึ้น – หากเลือกแบบห้องที่มีการปิดกั้น ก็จะได้ความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นไปอีก ข้อเสียของห้องสไตล์ Duplex – ค่าไฟ ยิ่งห้องที่สูงและกว้างมากขึ้นเท่าไหร่ ภาระค่าไฟยิ่งมากขึ้นเท่านั้น – เสียค่าส่วนกลางที่มากขึ้นตามขนาดของห้องอีกด้วย . แล้วห้องแบบไหนที่จะตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตของเรากันล่ะ? ห้องสไตล์ Loft เหมาะกับผู้อยู่อาศัยที่ต้องการห้องที่โล่ง โปร่งสบาย เพราะมีเพดานสูง ให้ความรู้สึกทันสมัย มีพื้นที่ใช้สอยในส่วนของชั้นลอยที่เพิ่มขึ้น และยังมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ห้องสไตล์ Duplex เหมาะกับผู้อาศัยที่ต้องการให้ห้องมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง มีความลักซ์ชัวรี่ และบรรยากาศการอาศัยอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน ให้ความสะดวกสบายและมีพื้นที่ส่วนตัวให้ใช้งานอย่างเต็มที่ อ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนคงเข้าใจความแตกต่าง ของห้องสไตล์ Loft และ Duplex กันมากขึ้นแล้ว และคงมีคำตอบกันแล้วใช่ไหมคะว่าห้องแบบไหน ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ แต่ในการตัดสินใจเลือกซื้อ ก็อย่าลืมคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ กันด้วยนะคะ Q: Loft กับ Duplex ต่างกันอย่างไร? A: Loft มีชั้นลอยที่ไม่นับพื้นที่โฉนด ค่าส่วนกลางถูกกว่า แต่ทางออกทางเดียว ส่วน Duplex สองชั้นในโฉนด มีประตูสองทางและห้องน้ำบนชั้นสอง   Q: ห้อง Loft กับ Duplex แบบไหนราคาแพงกว่า? A: Duplex มักแพงกว่าเพราะพื้นที่ใช้สอยนับรวมทั้งสองชั้น ทำให้ค่าส่วนกลางและราคาขายต่อสูงกว่า   Q: ห้อง Loft เหมาะกับใคร? A: เหมาะกับคนต้องการห้องโปร่งเพดานสูง งบไม่สูงมาก ไม่ต้องการพื้นที่ชั้นสองจริงจัง เช่น คนเดียวหรือคู่รัก   —————————————————————————– ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทย ให้บริการแบบครบจร One Stop Service บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด บริการบริหารและจัดการคอนโด LINE@ : https://lin.ee/UIbzhRs Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ #ลงทุนอสังหา #propertyinvestment #เอเจ้นท์ #Agent #propertyagent

18 กรกฎาคม 2023
โฉนดที่ดินหาย ! ทำยังไงดี

โฉนดที่ดินหาย! ทำยังไงดี

#โฉนดที่ดิน อาจจะเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับหลายๆ คน เพราะเมื่อได้มาเราก็จะเก็บมันไว้เพราะเป็นเอกสารสำคัญของบ้าน และไม่ใช่เอกสารที่จะพกพาติดตัว เนื่องจากมีขนาดที่ใหญ่ แต่หากวันไหนที่ต้องใช้และพบว่า โฉนดที่ดินหาย หรือเกิดชำรุดขึ้นมาล่ะ จะทำยังไง? ก่อนอื่นไม่ต้องตกใจไปนะคะ เราสามารถยื่นขอโฉนดที่ดินใหม่ได้ ส่วนขั้นตอนจะเป็นอย่างไร วันนี้เราจะมาบอกทุกคนเองค่ะ 1. แจ้งความต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันดับแรกเลยก็คือต้องไป แจ้งความต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อยืนยันว่าเจ้าของที่ดินนั้นไม่ได้นำโฉนดที่ดิน ไปจำหน่าย #จำนอง หรือแลกเปลี่ยนเป็นของผู้อื่น 2. ติดต่อกับสำนักงานที่ดิน เมื่อได้ใบบันทึกประจำวันมาเรียบร้อยแล้ว ให้นำเอกสารมาติดต่อที่สำนักงานที่ดิน เพื่อขอโฉนดที่ดินใหม่ โดยเอกสารที่ต้องเตรียมไปด้วยมีดังนี้ – บัตรประชาชนตัวจริงของผู้ที่ยื่นขอโฉนดที่ดินใหม่ – ทะเบียนบ้านตัวจริงของผู้ที่ยื่นขอโฉนดที่ดินใหม่ – ใบแจ้งความ / บันทึกประจำวัน – พยานบุคคล 2 คน พร้อมบัตรประชาชนตัวจริง ซึ่งหากเกิดปัญหาในภายหลัง พยานทั้ง 2 คนนี้ จะต้องเป็นพยานในชั้นศาลด้วย เมื่อเตรียมเอกสารทุกอย่างครบแล้ว จะต้องกรอกเอกสารรับรองและลงลายมือชื่อต่อหน้าเจ้าพนักงาน เพื่อรองรับว่าเจ้าของที่ดินได้ดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินใหม่จริงๆ . โดยในขั้นตอนการออกโฉนดที่ดินใหม่ทั้งหมดนี้ จะมีค่าธรรมเนียมประมาณ 75 บาท ทั้งนี้โฉนดที่ดินใหม่ หรือ ใบแทน จะมีประทับตราบนเอกสารว่า “ใบแทน” เพื่อแจ้งให้ทราบว่าเอกสารฉบับนี้ สามารถใช้แทนโฉนดที่ดินฉบับจริงได้ 100% เมื่อเกิดการทำนิติกรรมหรือมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายที่ดิน ใบแทนนี้จะมีผลทางกฎหมายไม่ต่างกับโฉนดตัวจริง . เป็นอย่างไรบ้างคะ โฉนดที่ดินหาย ขอใหม่ไม่ยากและไม่วุ่นวายอย่างที่คิดใช่ไหม แต่อย่างไรก็ตามเอกสารสำคัญแบบนี้ ควรเก็บไว้ให้ดีและไม่ทำหายจะดีที่สุดนะคะ เพราะเมื่อจะทำการขายต่อหรือนำไปทำธุรกรรมอื่นๆ เนี่ย ทั้งนักลงทุน นายหน้าอสังหา หรือบุคคลที่เราทำธุรกรรมด้วย ก็จะต้องขอดูโฉนดกันอย่างแน่นอนค่ะ —————————————————————————————– ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทย ให้บริการแบบครบจร One Stop Service บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด บริการบริหารและจัดการคอนโด LINE@ : https://lin.ee/UIbzhRs Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ #ลงทุนอสังหา #propertyinvestment #เอเจ้นท์ #Agent #propertyagent

25 สิงหาคม 2023
7 ข้อผิดพลาดสำหรับผู้ ปล่อยเช่าคอนโด มือใหม่

7 ข้อผิดพลาดสำหรับผู้ ปล่อยเช่าคอนโด มือใหม่

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่อยากลงทุนกับคอนโดฯ คงคิดว่าการ ปล่อยเช่าคอนโด เป็นเรื่องง่าย และได้เงินตลอดทุกเดือน เพียงแค่แต่งห้องให้สวยและถูกใจกลุ่มหมาย แต่ในความเป็นจริงแล้วการปล่อยเช่าคอนโดฯ ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด ยิ่งไปกว่านั้นผู้ปล่อยเช่ามือใหม่ อาจจะพลั้งพลาดและประมาทไปกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนทำให้ความความเสียหายตามมา วันนี้เราจะมาบอกถึงสิ่งที่ควรระวังและตรวจเช็คให้ดี ก่อนการ ปล่อยเช่าคอนโด ของคุณกันค่ะ มาเริ่มกันเลย . #ศึกษากฎระเบียบของโครงการคอนโดฯ ก่อนปล่อยเช่าคอนโด ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นผู้จ่ายเงิน และซื้อห้องนั้นมาครอบครองแล้วแต่อย่าลืมว่า คอนโดฯ แต่ละที่นั้นมีกฎระเบียบไว้ให้ลูกบ้านได้ปฎิบัตตาม อย่าลืมศึกษาให้ดีว่าทางคอนโดฯ มีกฎข้อห้ามใดบ้าง และแจ้งผู้เช่าให้ชัดเจน ไม่งั้นอาจจะถูกเรียกปรับได้โดยไม่รู้ตัวเลยนะ . #ละเลยการคัดกรองผู้เช่า ผู้ให้เช่าจำนวนไม่น้อยเลยที่กังวลเกี่ยวกับการหาผู้เช่า และอยากปล่อยห้องเช่าให้ได้เร็วที่สุด จนลืมให้ความสำคัญกับการตรวจสอบผู้เช่า ก่อนที่จะย้ายเข้ามาพักอาศัย ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงมากๆ ผู้เช่าที่คุณควรหลีกเลี่ยงเลย หากไม่อยากให้ห้องเสียหายหรือมีปัญหาตามมาก็คือ – มีอาชีพและสถานะทางการเงินที่ไม่มั่นคง เพราะในอนาคตอาจจะไม่สามารถจ่ายค่าเช่าคอนโดฯ ให้คุณได้ – ผู้ที่เข้ามาคุย มักจะเรียกร้องเอานี่เพิ่มนั่นเพิ่มมากจนเกินพอดี หรือขอต่อราคาลง เพราะเป็นไปได้ว่าในอนาคตอาจจะมีปัญหาตามมา – ผู้เช่าที่สูบบุหรี่ เพราะจะทำให้กลิ่นติดห้อง ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ของคุณ หรือในกรณีที่ไปสูบตรงระเบียง ก็อาจจะโดนเพื่อนบ้านร้องเรียนได้ ซึ่งผลกระทบจะตกมาอยู่ที่คุณได้ – ผู้เช่าที่มีเด็กเล็ก หรืออายุต่ำกว่า 10 ปี เพราะอาจจะทำให้ห้องของคุณสกปรกได้ เช่นการขีดเขียนผนัง ซึ่งการพิจารณาผู้เช่านั้นควรดูเป็นกรณีไป หากได้ผู้เช่าดีก็ถือว่าวินๆ กันไป แต่ถ้าหากได้ผู้เช่าไม่ดี เงินที่ได้มาอาจจะไม่คุ้มกับค่าเสียหายที่คุณได้รับเลย . #ไม่ได้ทำสัญญาเช่า ถือเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงเลยสำหรับข้อนี้ เพราะการให้เช่าก็นับเป็นธุรกิจ ควรมีการทำสัญญา ที่ระบุเงื่อนไขไว้ชัดเจนและรัดกุมมากที่สุด เพื่อให้ระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่ามีความเข้าใจที่ตรงกัน นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณและผู้เช่าได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายด้วย และคุณต้องมั่นใจด้วยว่าผู้เช่ารับทราบ และเข้าใจในข้อตกลงร่วมกันก่อนจะเซ็นชื่อลงในใบสัญญา . #ไม่ได้ตรวจสอบหลักฐานการโอนค่าเช่า ข้อนี้เป็นสิ่งที่ผู้ให้เช่าหลายคนมักละเลย และดูแค่ตัวหลักฐานผ่านๆ โดยไม่ตรวจสอบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเมื่อผู้เช่าส่งหลักฐานการโอนมา ผู้ให้เช่าควรเช็คให้ละเอียดว่ามีการโอนเงินจริงๆ โดยเช็คจาก วันที่ เวลาและยอดเงินในหลักฐาน ว่าตรงกับรายการบัญชีหรือไม่ ป้องกันผู้เช่าหัวหมอ ที่อาจจะปลอมหลักฐานและส่งมาให้คุณกันนะคะ . #ไม่ได้ตรวจสอบห้องพร้อมผู้เช่าในวันย้ายเข้าและบันทึกเป็นหลักฐาน ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ให้เช่าควรปล่อยผ่าน แต่ควรรวบรวมเป็นตารางรายการเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในห้องทั้งหมด พร้อมเก็บบันทึกภาพถ่าย สภาพปัจจุบันของเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้น โดยรวบรวมเป็นหมวดย่อยหรือแบ่งตามห้องต่าง ๆ เป็นไงกันบ้างคะการปล่อยเช่าคอนโดฯ ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดกันเลยใช่ไหม หากคุณอยากปล่อยเช่า แต่ยังเป็นมือใหม่และกังวลกับปัญหาที่จะตามมา ทาง Amber สามารถช่วยคุณได้นะคะ เรามีบริการตั้งแต่หาผู้เช่าจนถึงการบริหารจัดการห้อง หลังมีผู้เช่าแล้วโดยทีมงานที่มีประสบการณ์ หมดกังวลกับปัญหาข้างต้นได้เลยค่ะ —————————————————————– หากสนใจสามารถติดต่อมาได้ตามข้อมูลด้านล่างเลยนะคะ LINE@ : https://lin.ee/UIbzhRs Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ #condoforrent #condo #condobkk #คอนโดพระราม9 #พระราม9 #ลงทุนอสังหา #propertyinvestment #เอเจ้นท์ #Agent #propertyagent

25 สิงหาคม 2023