รับมืออสังหาฯ น้ำท่วมอย่างไร? วิธีป้องกันบ้าน-คอนโดจากน้ำท่วม

20

ต.ค. 26

125

รับมืออสังหาฯ น้ำท่วมอย่างไร? วิธีป้องกันบ้าน-คอนโดจากน้ำท่วม

รับมือกับ รับมืออสังหาฯ น้ำท่วม อย่างไร?

เมื่อพูดถึงการซื้อบ้านหรือคอนโด คนส่วนใหญ่มักดู ทำเล ราคา การเดินทาง และสิ่งอำนวยความสะดวก

แต่ในยุคที่ฝนตกหนักและสภาพอากาศมีความแปรปรวนมากขึ้น อีกหนึ่งคำถามที่ไม่ควรมองข้ามคือ

“ถ้าเกิดน้ำท่วมขึ้นมา อสังหาริมทรัพย์ของเรารับมือได้แค่ไหน?”

เพราะความเสียหายจากน้ำไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวบ้าน

น้ำสามารถกระทบได้ตั้งแต่

เฟอร์นิเจอร์ → เครื่องใช้ไฟฟ้า → ระบบไฟฟ้า → รถยนต์ → โครงสร้าง → ระบบส่วนกลาง → ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม → มูลค่าทรัพย์สิน

ดังนั้นการรับมือที่ดีไม่ควรรอจน “น้ำเข้าบ้าน” แล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไร

แต่ควรแบ่งการจัดการออกเป็น 3 ช่วง

ก่อนน้ำมา → ระหว่างเกิดน้ำท่วม → หลังน้ำลด

และสำหรับคนที่กำลังจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ ควรเพิ่มอีกหนึ่งขั้นตอนคือ

“ประเมินความเสี่ยงก่อนซื้อ”

  1. ก่อนซื้ออสังหาฯ ต้องประเมินความเสี่ยงน้ำก่อน

วิธีรับมือที่ดีที่สุดคือ ไม่ซื้อความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ก่อนตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโด ควรตรวจสอบอย่างน้อย 7 เรื่อง

  1. ประวัติน้ำท่วมของพื้นที่

ถามว่า

  • เคยท่วมหรือไม่?
  • ท่วมบ่อยแค่ไหน?
  • น้ำสูงประมาณเท่าไร?
  • ท่วมจากฝนหรือคลอง?
  • น้ำใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะลด?

อย่าถามเพียงว่า

“ที่นี่น้ำท่วมไหม?”

เพราะคำตอบอาจเป็น “ไม่ท่วม” แต่ถนนหน้าโครงการกลับมีน้ำขังทุกครั้งที่ฝนตกหนัก

 

  1. ระดับพื้นที่ของโครงการ

บ้านที่อยู่บนพื้นที่สูงกว่าถนนและพื้นที่โดยรอบ อาจมีความเสี่ยงต่างจากบ้านที่พื้นบ้านอยู่ในระดับใกล้เคียงถนน

สิ่งที่ควรดูคือ

ระดับถนน → ระดับทางเข้า → ระดับพื้นบ้าน → ระดับพื้นที่สำคัญภายในบ้าน

ยิ่งมีความต่างของระดับมาก ยิ่งมีโอกาสช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำที่ไหลเข้าพื้นที่ได้ในบางสถานการณ์

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันน้ำท่วมได้ทุกกรณี

 

  1. ทางเข้าออกสำคัญแค่ไหน?

บางโครงการตัวบ้านไม่เคยน้ำเข้า แต่ถนนหน้าโครงการน้ำท่วมจนไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้

ดังนั้นควรสำรวจเส้นทางจริง

บ้าน → ซอย → ถนนหลัก → สถานีรถไฟฟ้า/ทางด่วน → ที่ทำงาน

เพราะการมีบ้านที่ไม่ท่วมไม่ได้ช่วยมากนัก หากไม่สามารถออกจากบ้านได้ในช่วงน้ำท่วม

 

  1. ระบบระบายน้ำของโครงการ

สำหรับบ้านจัดสรรและคอนโด ควรสอบถามว่าโครงการมี

  • บ่อพักน้ำ
  • ระบบสูบน้ำ
  • เครื่องสูบน้ำสำรอง
  • ระบบไฟฟ้าสำรอง
  • ประตูหรือแนวกั้นน้ำ
  • ระบบระบายน้ำรอบอาคาร

หรือไม่

 

  1. คอนโดมีที่จอดรถใต้ดินหรือไม่?

หากมี Basement Parking ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะทางลาดลงที่จอดรถใต้ดินเป็นจุดที่น้ำสามารถไหลเข้าได้ง่าย

คำถามสำคัญคือ

“ถ้าน้ำเข้าบริเวณทางลาด ระบบป้องกันและสูบน้ำของอาคารทำงานอย่างไร?”

 

  1. ดูพื้นที่จริง ไม่ใช่ดูแค่โบรชัวร์

ควรไปดูโครงการมากกว่าหนึ่งครั้ง ถ้าเป็นไปได้ ลองดูพื้นที่

  • หลังฝนตก
  • ช่วงฝนตกหนัก
  • ช่วงเช้าและเย็น
  • ช่วงที่มีการจราจรหนาแน่น

เพราะสภาพพื้นที่จริงอาจแตกต่างจากภาพในวันที่อากาศดี

 

  1. ตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง

ข้อมูลจากฝ่ายขายมีประโยชน์ แต่ไม่ควรเป็นแหล่งเดียว

ควรเปรียบเทียบกับ

  • หน่วยงานท้องถิ่น
  • แผนที่ความเสี่ยง
  • ข่าวเหตุการณ์ในพื้นที่
  • คนในชุมชน
  • นิติบุคคลอาคาร
  • ผู้พักอาศัยเดิม

ยิ่งข้อมูลจากหลายแหล่งสอดคล้องกันมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยให้เห็นภาพความเสี่ยงได้ดีขึ้น

 

  1. ถ้าซื้อบ้านแล้ว ต้องเตรียมอะไรไว้รับมือน้ำ?

เมื่อประเมินความเสี่ยงแล้ว ขั้นต่อไปคือ ลดความเสียหาย

แนวคิดสำคัญคือ

“กันน้ำไม่ให้เข้า” ดีกว่า “รอน้ำเข้าแล้วค่อยจัดการ”

สิ่งที่ควรเตรียม ได้แก่

อุปกรณ์ป้องกันน้ำ

เช่น

  • แผงกั้นน้ำ
  • กระสอบทราย
  • ประตูกั้นน้ำ
  • วัสดุอุดช่องเปิด
  • ปั๊มน้ำ
  • ท่อระบายน้ำสำรอง

ควรเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงของพื้นที่ ไม่ควรพึ่งกระสอบทรายเพียงอย่างเดียวหากมีความเสี่ยงน้ำระดับสูงหรือไหลแรง

 

  1. จุดไหนของบ้านที่ควรป้องกันเป็นพิเศษ?

หลายคนคิดว่าต้องกั้นประตูหน้าบ้านเพียงจุดเดียว

แต่จริงๆ แล้วน้ำสามารถเข้ามาทาง

  • ประตู
  • หน้าต่าง
  • ช่องระบายอากาศ
  • ท่อระบายน้ำ
  • ห้องน้ำ
  • ท่อใต้พื้น
  • ช่องเดินสายไฟ
  • โรงรถ
  • ทางลาด
  • รอยต่ออาคาร

ดังนั้นควรสำรวจ ทุกช่องทางที่เชื่อมพื้นที่ภายนอกกับภายใน

 

  1. ระบบไฟฟ้าคือเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด

เมื่อน้ำเริ่มเข้าบ้าน สิ่งที่ต้องระวังคือ ไฟฟ้า น้ำและไฟฟ้าเป็นส่วนผสมที่อันตรายอย่างยิ่ง

หากน้ำขึ้นถึงบริเวณปลั๊กไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้ไฟ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า อย่าเข้าไปสัมผัสหรือเปิด-ปิดอุปกรณ์ด้วยตัวเองในพื้นที่เปียก

ควรให้ผู้มีความรู้หรือช่างไฟฟ้าประเมินระบบก่อนนำกลับมาใช้งาน

โดยเฉพาะกรณีที่น้ำเคยสัมผัส

  • ตู้ไฟ
  • เบรกเกอร์
  • ปลั๊ก
  • สายไฟ
  • เครื่องใช้ไฟฟ้า

 

  1. ถ้าน้ำกำลังจะเข้าบ้าน ควรทำอะไรก่อน?

ให้คิดตามลำดับความสำคัญ

อันดับแรก: คน

ความปลอดภัยของคนมาก่อนทรัพย์สินเสมอ

หากสถานการณ์รุนแรง ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานในพื้นที่และเตรียมอพยพ

อันดับสอง: ระบบไฟฟ้าและแก๊ส

หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ควรดำเนินการตามขั้นตอนที่ผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานรัฐแนะนำ

อันดับสาม: เอกสารสำคัญ

ย้าย

  • บัตรประชาชน
  • โฉนด
  • สัญญาซื้อขาย
  • เอกสารธนาคาร
  • กรมธรรม์
  • เอกสารรถยนต์

ไปไว้ในพื้นที่สูงหรือภาชนะกันน้ำ

อันดับสี่: เครื่องใช้ไฟฟ้า

ยกอุปกรณ์ขึ้นที่สูงหากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย

อันดับห้า: รถยนต์

หากมีการแจ้งเตือนน้ำท่วม ควรเคลื่อนย้ายรถไปยังพื้นที่ปลอดภัยล่วงหน้า

 

  1. คอนโดน้ำท่วม ต้องรับมืออย่างไร?

การอยู่คอนโดมีข้อแตกต่างจากบ้านเดี่ยว

สิ่งที่ต้องระวังคือ พื้นที่ส่วนกลาง

เช่น

  • Lobby
  • ที่จอดรถ
  • ห้องไฟฟ้า
  • ห้องเครื่อง
  • ลิฟต์
  • ระบบรักษาความปลอดภัย
  • ทางเข้าอาคาร

ดังนั้นเจ้าของห้องไม่สามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง

สิ่งที่ควรทำคือสอบถาม นิติบุคคลอาคารชุด ว่ามีแผนรับมือเหตุฉุกเฉินหรือไม่

และควรรู้ว่า

  • จุดอพยพอยู่ที่ไหน
  • บันไดหนีไฟอยู่ตรงไหน
  • หากไฟฟ้าดับจะเกิดอะไรขึ้น
  • ลิฟต์จะถูกปิดเมื่อใด
  • ที่จอดรถมีมาตรการป้องกันน้ำอย่างไร
  • มีเครื่องสูบน้ำสำรองหรือไม่

 

  1. บ้านเคยน้ำท่วมแล้ว ยังขายต่อได้ไหม?

ขายได้ แต่ประวัติน้ำท่วมเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรพิจารณาอย่างโปร่งใส

สำหรับผู้ซื้อ สิ่งที่ควรถามไม่ใช่เพียง

“บ้านนี้เคยท่วมไหม?”

แต่ควรถามต่อว่า

ท่วมระดับไหน → ท่วมส่วนใด → เสียหายอะไร → ซ่อมอย่างไร → ปัญหาได้รับการแก้ไขถาวรหรือไม่

บ้านที่เคยมีน้ำท่วมอาจยังเป็นทรัพย์สินที่เหมาะสมสำหรับบางคน หากราคา สภาพบ้าน ทำเล และมาตรการป้องกันสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ผู้ซื้อยอมรับได้

 

  1. บ้านที่เคยน้ำท่วม ต้องตรวจอะไรบ้างก่อนซื้อ?

หากกำลังดูบ้านมือสองที่เคยน้ำท่วม ให้ตรวจเป็นพิเศษ

โครงสร้าง

ดู

  • รอยร้าว
  • การทรุดตัว
  • พื้นโก่ง
  • ผนังเสียหาย

ระบบไฟฟ้า

ตรวจ

  • ตู้ไฟ
  • สายไฟ
  • ปลั๊ก
  • เครื่องใช้ไฟฟ้า

โดยผู้เชี่ยวชาญ

ระบบประปาและสุขาภิบาล

ตรวจ

  • ท่อ
  • ปั๊มน้ำ
  • ถังน้ำ
  • ท่อน้ำทิ้ง

เชื้อราและความชื้น

น้ำท่วมอาจทำให้เกิดความชื้นสะสม ซึ่งอาจส่งผลต่อวัสดุภายในบ้าน

กลิ่น

กลิ่นอับหรือกลิ่นผิดปกติอาจเป็นสัญญาณว่ามีความชื้นหลงเหลือ

 

  1. ประกันบ้านช่วยเรื่องน้ำท่วมได้หรือไม่?

คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์

อย่าคิดว่า “มีประกันบ้าน = น้ำท่วมแล้วเคลมได้ทุกกรณี”

ควรอ่านรายละเอียดว่า

  • คุ้มครองภัยน้ำหรือไม่
  • น้ำท่วมประเภทใด
  • คุ้มครองตัวบ้านหรือทรัพย์สินภายใน
  • มีวงเงินคุ้มครองเท่าไร
  • มีค่าเสียหายส่วนแรกหรือไม่
  • มีข้อยกเว้นอะไรบ้าง

และควรเก็บ

  • รูปถ่าย
  • วิดีโอ
  • ใบเสร็จ
  • รายการทรัพย์สิน
  • เอกสารซ่อมแซม

ไว้เป็นหลักฐานเมื่อเกิดเหตุ

อย่ารีบทิ้งทรัพย์สินที่เสียหายก่อนตรวจสอบเงื่อนไขการเคลมและคำแนะนำของบริษัทประกัน

 

  1. หลังน้ำลด ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยแล้ว

นี่เป็นอีกจุดที่คนมักมองข้าม

หลังน้ำลด บ้านอาจยังมีความเสี่ยงจาก

  • ไฟฟ้า
  • โครงสร้าง
  • เชื้อรา
  • น้ำเสีย
  • สารปนเปื้อน
  • สัตว์หรือแมลง
  • พื้นลื่น
  • วัสดุที่เสื่อมสภาพ

จึงไม่ควรรีบเปิดระบบไฟฟ้าหรือกลับเข้าไปใช้งานตามปกติโดยไม่ได้ตรวจสอบความปลอดภัย

 

  1. ขั้นตอนฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วม

สามารถแบ่งการฟื้นฟูออกเป็น 5 ขั้นตอน

Step 1: บันทึกความเสียหาย ถ่ายรูปและวิดีโอทุกพื้นที่

Step 2: ตรวจระบบไฟฟ้า ให้ช่างตรวจสอบก่อนเปิดใช้งาน

Step 3: ระบายน้ำและทำความสะอาด กำจัดโคลนและสิ่งปนเปื้อน

Step 4: ทำให้บ้านแห้ง เปิดพื้นที่ให้มีการระบายอากาศและลดความชื้น

Step 5: ตรวจโครงสร้างและระบบสำคัญ หากสงสัยเรื่องโครงสร้าง ควรให้วิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ

 

  1. แล้วนักลงทุนอสังหาฯ ต้องรับมืออย่างไร?

สำหรับนักลงทุน น้ำท่วมไม่ได้กระทบแค่ตัวทรัพย์

แต่สามารถกระทบ ผลตอบแทนการลงทุน

ตัวอย่างเช่น

น้ำท่วม → ผู้เช่าย้ายออก → ห้องว่าง → รายได้ลด → ค่าใช้จ่ายซ่อมเพิ่ม

ดังนั้นก่อนซื้อเพื่อปล่อยเช่า ควรเพิ่มตัวแปรเรื่องน้ำท่วมเข้าไปใน Investment Model

ตัวอย่างเช่น

Rental Yield = ค่าเช่ารายปี − ค่าใช้จ่าย − ค่าเสียโอกาสจากห้องว่าง ÷ เงินลงทุนทั้งหมด

หากพื้นที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมสูง ควรจำลองกรณีที่เกิด

ห้องว่าง + ค่าซ่อม + ค่าเสียหาย

แทนที่จะคำนวณจากค่าเช่าเต็ม 12 เดือนเพียงอย่างเดียว

 

  1. อย่าดูแค่ “น้ำท่วม” ให้ดู “Flood Resilience”

แนวคิดที่น่าสนใจสำหรับอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่คือ Flood Resilience หรือความสามารถของทรัพย์สินในการ

ป้องกัน → รับมือ → ฟื้นตัว

หลังเกิดน้ำท่วม

อสังหาริมทรัพย์ที่มี Resilience สูงอาจมีองค์ประกอบ เช่น

  • พื้นอาคารยกสูง
  • ระบบระบายน้ำที่ดี
  • เครื่องสูบน้ำ
  • ระบบไฟฟ้าที่วางในตำแหน่งเหมาะสม
  • ห้องสำคัญอยู่เหนือระดับน้ำ
  • มีทางอพยพ
  • มีระบบไฟฟ้าสำรอง
  • มีแผนฉุกเฉิน
  • บริหารจัดการอาคารอย่างเป็นระบบ

นี่เป็นแนวคิดที่ผู้ซื้อบ้านและคอนโดสามารถนำมาใช้ในการเปรียบเทียบโครงการได้

 

Checklist “อสังหาฯ รับมือน้ำได้แค่ไหน?”

ก่อนซื้อบ้านหรือคอนโด ลองเช็ก 10 ข้อนี้

รายการควรตรวจ
ประวัติน้ำท่วมมี/ไม่มี และรุนแรงแค่ไหน
ระดับพื้นที่สูงหรือต่ำกว่าถนน
ทางเข้าออกมีจุดเสี่ยงหรือไม่
ระบบระบายน้ำมีความพร้อมแค่ไหน
เครื่องสูบน้ำมีและมีสำรองหรือไม่
ที่จอดรถใต้ดินมีมาตรการป้องกันหรือไม่
ระบบไฟฟ้าตำแหน่งอุปกรณ์อยู่สูงพอหรือไม่
ระบบสำรองมีไฟฟ้าหรือเครื่องสูบน้ำสำรองหรือไม่
แผนอพยพมีและสื่อสารกับผู้อยู่อาศัยหรือไม่
ประกันภัยคุ้มครองภัยน้ำตามเงื่อนไขหรือไม่

 

แล้ว “อสังหาฯ แบบไหน” รับมือน้ำได้ดีกว่า?

ไม่มีอสังหาริมทรัพย์ประเภทใดที่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่ถูกน้ำท่วม

แต่ในการประเมินความเสี่ยง ควรมองหาองค์ประกอบที่ช่วยลดความเสียหาย

บ้าน

ควรดู

ระดับตัวบ้าน + ทางระบายน้ำ + ประตู/แนวกั้น + ระบบไฟฟ้า + พื้นที่เก็บของ

คอนโด

ควรดู

ระดับอาคาร + Lobby + Basement + ระบบสูบน้ำ + ห้องไฟฟ้า + ระบบสำรอง

บ้านมือสอง

ควรเพิ่ม

ประวัติน้ำท่วม + ร่องรอยความเสียหาย + คุณภาพงานซ่อม

อสังหาฯ เพื่อการลงทุน

ควรเพิ่ม

ผลกระทบต่อค่าเช่า + ห้องว่าง + ค่าใช้จ่ายซ่อม + ความต้องการของผู้เช่า

 

สรุปส่งท้าย รับมืออสังหาฯ ที่จมน้ำ ต้องเริ่มก่อนน้ำมา การรับมือกับอสังหาริมทรัพย์ที่เสี่ยงน้ำท่วม ไม่ใช่การรอซื้อกระสอบทรายเมื่อมีประกาศฝนตกหนัก

แต่ควรเริ่มตั้งแต่ ก่อนซื้อ เพราะความเสี่ยงจำนวนมากสามารถประเมินได้จาก ทำเล + ระดับพื้นที่ + ประวัติน้ำ + ระบบระบายน้ำ + การออกแบบอาคาร + แผนฉุกเฉิน

สำหรับเจ้าของบ้าน ควรเตรียมระบบป้องกันและแผนรับมือไว้ล่วงหน้า

สำหรับเจ้าของคอนโด ควรรู้แผนฉุกเฉินของอาคารและระบบส่วนกลาง

สำหรับนักลงทุน ควรนำความเสี่ยงจากน้ำเข้าไปอยู่ในแบบจำลองผลตอบแทน และสำหรับคนที่กำลังจะซื้อบ้านหรือคอนโด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่

“พื้นที่นี้น้ำท่วมไหม?”

แต่คือ

“ถ้าเกิดน้ำท่วมขึ้นมา ทรัพย์สินนี้จะเสียหายมากแค่ไหน และใช้เวลานานเท่าไรในการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ?”

เพราะอสังหาริมทรัพย์ที่ดีในวันนี้ ไม่ได้วัดแค่ทำเลสวย ราคาดี หรือเดินทางสะดวก

แต่ควรมี ความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงของเมืองในระยะยาว ด้วย

 

Q: บ้านน้ำท่วมควรทำอย่างไรเป็นอันดับแรก?

A: ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของคนก่อน จากนั้นหลีกเลี่ยงการสัมผัสระบบไฟฟ้าในพื้นที่เปียก และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานในพื้นที่ หากจำเป็นควรอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย

Q: ป้องกันน้ำเข้าบ้านอย่างไร?

A: สามารถใช้มาตรการ เช่น แผงกั้นน้ำ กระสอบทราย ปั๊มน้ำ และการปิดช่องทางที่น้ำสามารถไหลเข้าสู่บ้าน แต่ควรเลือกวิธีให้เหมาะกับระดับและลักษณะความเสี่ยงของพื้นที่

Q: คอนโดน้ำท่วมต้องทำอย่างไร?

A: ติดตามประกาศจากนิติบุคคลอาคารชุด ตรวจสอบระบบส่วนกลาง หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เช่น Basement และที่จอดรถหากมีน้ำเข้า และเตรียมแผนอพยพตามระบบของอาคาร

Q: บ้านเคยน้ำท่วมควรซื้อหรือไม่?

A: ไม่ควรตัดสินจากประวัติน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบระดับความรุนแรง ความถี่ สาเหตุ ความเสียหาย งานซ่อม และมาตรการป้องกันที่มีอยู่ในปัจจุบัน

Q: ประกันบ้านคุ้มน้ำท่วมหรือไม่?

A: ขึ้นอยู่กับกรมธรรม์และเงื่อนไขความคุ้มครอง ไม่ควรสรุปจากคำว่า “ประกันบ้าน” เพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบว่าภัยน้ำท่วมและทรัพย์สินประเภทใดอยู่ในความคุ้มครอง

Q: นักลงทุนอสังหาฯ ต้องสนใจน้ำท่วมหรือไม่?

A: ควรสนใจ เพราะน้ำท่วมอาจกระทบทั้งค่าใช้จ่ายซ่อมแซม ความต้องการเช่า ระยะเวลาห้องว่าง และมูลค่าทรัพย์สิน การวิเคราะห์การลงทุนจึงควรรวมสถานการณ์ความเสี่ยงเหล่านี้ไว้ด้วย

 

Key Takeaways

รับมืออสังหาฯ น้ำท่วม = ประเมินก่อนซื้อ + ป้องกันก่อนน้ำมา + มีแผนระหว่างเกิดเหตุ + ฟื้นฟูอย่างถูกต้องหลังน้ำลด

สำหรับผู้ซื้อ ให้จำ 5 คำนี้ไว้:

“ทำเล – ระดับ – ระบบ – ประวัติ – แผน”

ทำเล: พื้นที่มีความเสี่ยงอย่างไร
ระดับ: บ้านหรืออาคารสูงกว่าพื้นที่โดยรอบหรือไม่
ระบบ: มีระบบระบายน้ำและสูบน้ำเพียงพอหรือไม่
ประวัติ: เคยท่วมระดับไหนและบ่อยแค่ไหน
แผน: หากเกิดเหตุจริง ผู้อยู่อาศัยจะรับมือและอพยพอย่างไร

การซื้ออสังหาริมทรัพย์จึงไม่ควรคิดเพียงว่า “ซื้อแล้วจะราคาเพิ่มไหม?” แต่ควรถามเพิ่มว่า “ถ้าเกิดเหตุไม่คาดคิด ทรัพย์สินนี้รับมือได้ดีแค่ไหน?”

เพราะการลดความเสี่ยงตั้งแต่วันแรก อาจมีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ปัญหาเมื่อ “น้ำเข้าบ้าน” ไปแล้ว


𝐀𝐦𝐛𝐞𝐫 𝐈𝐧𝐭𝐞𝐫𝐧𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧𝐚𝐥 𝐑𝐞𝐚𝐥𝐭𝐲
คู่คิด ข้างคุณ เรื่องคอนโด
บริษัทเอเจนต์คอนโดให้บริการโดยทีมงาน
ที่เชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
การันตีด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปี
เราให้บริการแบบ One Stop Service
เกี่ยวกับคอนโดมิเนียม แก่ลูกค้าทั้งชาวไทย
และชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน
สิงคโปร์ เป็นต้น ได้รับการยอมรับ
และทำงานร่วมกันกับ บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
เจ้าใหญ่ของไทย เช่น MQDC, Sansiri, AP Thai, Origin ฯลฯ
✨ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทย
✨ได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property
✨ได้รับรางวัล Best Smart Agency 2025 จาก Livinginsider
✨ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service
📍บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด
📍บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด
📍บริการบริหารและจัดการคอนโด

📍LINE@ : https://lin.ee/UIbzhRs

📍Tel : 089-986-0202
📍Youtube : @amberrealty

📍Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

📍เลือกดูโครงการที่ชอบ: https://amber-international.com/p

บทความน่าสนใจ

เปรียบเทียบห้อง Loft และ Duplex คอนโดต่างกันอย่างไร แบบไหนเหมาะกับคุณ

Loft กับ Duplex ต่างกันอย่างไร แบบไหนที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณ

Loft และ Duplex ต่างกันที่โครงสร้างทางกฎหมายและพื้นที่ใช้สอยจริง กล่าวคือ Loft มีชั้นลอยที่ไม่นับเป็นพื้นที่ตามโฉนด ค่าส่วนกลางถูกกว่า แต่ทางออกทางเดียว ส่วน Duplex มีทั้งสองชั้นอยู่ในโฉนด มีประตูเข้าออกสองทาง ห้องน้ำบนชั้นสอง เหมาะกับคนที่ต้องการพื้นที่จริงและความปลอดภัยมากกว่า บทความนี้ Amber เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียทั้งสองแบบ พร้อมแนะนำว่าแบบไหนเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ . ห้องสไตล์ Loft – ชั้นล่างและชั้นบนจะอยู่บนโครงสร้างเดียวกัน เป็นห้องที่มีฝ้าเพดานสูงและในทางกฎหมาย ไม่มีการกำหนดความสูงขั้นต่ำของชั้นลอย – พื้นที่ใช้สอยถูกนับเพียงชั้นล่าง เนื่องจากในทางกฎหมายระบุไว้ว่าพื้นที่ใช้สอยส่วนชั้นลอย เป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ จะไม่ถูกนับรวมอยู่ในโฉนด – ชั้นลอยถูกนับเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ไม่มีประตูกั้นห้อง – มีประตูเข้าออกทางเดียวคือ ทางชั้นล่าง – ชั้นลอยจะไม่มีห้องน้ำ ข้อดีของห้องสไตล์ Loft – การเสียค่าส่วนกลางจะเสียแค่พื้นที่ใช้สอยที่ออกตามโฉนด ดังนั้นถ้าห้องขนาด 35 ตร.ม. และมีพื้นที่ใช้สอยชั้นลอย 22 ตร.ม. จะเสียค่าส่วนกลางแค่ 35 ตร.ม. – การที่มีฝ้าเพดานสูง ทำให้ห้องดูโปร่งและโล่งกว่าเดิม ข้อเสียของห้องสไตล์ Loft – มีความปลอดภัยค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีทางเข้า – ออก ทางเดียว หากเกิดเหตุฉุกเฉินอาจจะหนีลำบาก – ปัญหาเรื่องความสูงของชั้นลอย เนื่องจากทางกฎหมายไม่ได้กำหนดขั้นต่ำไว้ จึงทำให้บางโครงการมีความสูงของเพดานเตี้ยกว่า 2.40 เมตร ทำให้ห้องดูอึดอัด . ห้องสไตล์ Duplex – ชั้นล่างและชั้นบนอยู่บนโครงสร้างคนละชั้น ในทางกฏหมายกำหนดให้ชั้นบนมีความสูงไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร – พื้นที่ใช้สอยชั้นบนถูกนับเป็นสิ่งก่อสร้าง ดังนั้นพื้นที่ใช้สอยทั้งชั้นบนและล่างจะถูกนับรวมกันอยู่ในโฉนด – ชั้นบนสามารถแบ่งเป็นห้องต่างๆ มีประตูเปิด – ปิดได้ – ตามกฎหมายกำหนดให้มีประตูเข้า – ออก ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง – ชั้นบนมักจะมีห้องน้ำด้วย โดยจะอยู่ตำแหน่งเดียวกับชั้นล่าง ข้อดีของห้องสไตล์ Duplex – เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน – ความสูงของเพดาน ที่มีความสูงมาก จะช่วยทำให้ห้องดูกว้างและโปร่งโล่งมากยิ่งขึ้น – หากเลือกแบบห้องที่มีการปิดกั้น ก็จะได้ความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นไปอีก ข้อเสียของห้องสไตล์ Duplex – ค่าไฟ ยิ่งห้องที่สูงและกว้างมากขึ้นเท่าไหร่ ภาระค่าไฟยิ่งมากขึ้นเท่านั้น – เสียค่าส่วนกลางที่มากขึ้นตามขนาดของห้องอีกด้วย . แล้วห้องแบบไหนที่จะตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตของเรากันล่ะ? ห้องสไตล์ Loft เหมาะกับผู้อยู่อาศัยที่ต้องการห้องที่โล่ง โปร่งสบาย เพราะมีเพดานสูง ให้ความรู้สึกทันสมัย มีพื้นที่ใช้สอยในส่วนของชั้นลอยที่เพิ่มขึ้น และยังมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ห้องสไตล์ Duplex เหมาะกับผู้อาศัยที่ต้องการให้ห้องมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง มีความลักซ์ชัวรี่ และบรรยากาศการอาศัยอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน ให้ความสะดวกสบายและมีพื้นที่ส่วนตัวให้ใช้งานอย่างเต็มที่ อ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนคงเข้าใจความแตกต่าง ของห้องสไตล์ Loft และ Duplex กันมากขึ้นแล้ว และคงมีคำตอบกันแล้วใช่ไหมคะว่าห้องแบบไหน ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ แต่ในการตัดสินใจเลือกซื้อ ก็อย่าลืมคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ กันด้วยนะคะ Q: Loft กับ Duplex ต่างกันอย่างไร? A: Loft มีชั้นลอยที่ไม่นับพื้นที่โฉนด ค่าส่วนกลางถูกกว่า แต่ทางออกทางเดียว ส่วน Duplex สองชั้นในโฉนด มีประตูสองทางและห้องน้ำบนชั้นสอง   Q: ห้อง Loft กับ Duplex แบบไหนราคาแพงกว่า? A: Duplex มักแพงกว่าเพราะพื้นที่ใช้สอยนับรวมทั้งสองชั้น ทำให้ค่าส่วนกลางและราคาขายต่อสูงกว่า   Q: ห้อง Loft เหมาะกับใคร? A: เหมาะกับคนต้องการห้องโปร่งเพดานสูง งบไม่สูงมาก ไม่ต้องการพื้นที่ชั้นสองจริงจัง เช่น คนเดียวหรือคู่รัก   —————————————————————————– ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทย ให้บริการแบบครบจร One Stop Service บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด บริการบริหารและจัดการคอนโด LINE@ : https://lin.ee/UIbzhRs Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ #ลงทุนอสังหา #propertyinvestment #เอเจ้นท์ #Agent #propertyagent

18 กรกฎาคม 2023
โฉนดที่ดินหาย ! ทำยังไงดี

โฉนดที่ดินหาย! ทำยังไงดี

#โฉนดที่ดิน อาจจะเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับหลายๆ คน เพราะเมื่อได้มาเราก็จะเก็บมันไว้เพราะเป็นเอกสารสำคัญของบ้าน และไม่ใช่เอกสารที่จะพกพาติดตัว เนื่องจากมีขนาดที่ใหญ่ แต่หากวันไหนที่ต้องใช้และพบว่า โฉนดที่ดินหาย หรือเกิดชำรุดขึ้นมาล่ะ จะทำยังไง? ก่อนอื่นไม่ต้องตกใจไปนะคะ เราสามารถยื่นขอโฉนดที่ดินใหม่ได้ ส่วนขั้นตอนจะเป็นอย่างไร วันนี้เราจะมาบอกทุกคนเองค่ะ 1. แจ้งความต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันดับแรกเลยก็คือต้องไป แจ้งความต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อยืนยันว่าเจ้าของที่ดินนั้นไม่ได้นำโฉนดที่ดิน ไปจำหน่าย #จำนอง หรือแลกเปลี่ยนเป็นของผู้อื่น 2. ติดต่อกับสำนักงานที่ดิน เมื่อได้ใบบันทึกประจำวันมาเรียบร้อยแล้ว ให้นำเอกสารมาติดต่อที่สำนักงานที่ดิน เพื่อขอโฉนดที่ดินใหม่ โดยเอกสารที่ต้องเตรียมไปด้วยมีดังนี้ – บัตรประชาชนตัวจริงของผู้ที่ยื่นขอโฉนดที่ดินใหม่ – ทะเบียนบ้านตัวจริงของผู้ที่ยื่นขอโฉนดที่ดินใหม่ – ใบแจ้งความ / บันทึกประจำวัน – พยานบุคคล 2 คน พร้อมบัตรประชาชนตัวจริง ซึ่งหากเกิดปัญหาในภายหลัง พยานทั้ง 2 คนนี้ จะต้องเป็นพยานในชั้นศาลด้วย เมื่อเตรียมเอกสารทุกอย่างครบแล้ว จะต้องกรอกเอกสารรับรองและลงลายมือชื่อต่อหน้าเจ้าพนักงาน เพื่อรองรับว่าเจ้าของที่ดินได้ดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินใหม่จริงๆ . โดยในขั้นตอนการออกโฉนดที่ดินใหม่ทั้งหมดนี้ จะมีค่าธรรมเนียมประมาณ 75 บาท ทั้งนี้โฉนดที่ดินใหม่ หรือ ใบแทน จะมีประทับตราบนเอกสารว่า “ใบแทน” เพื่อแจ้งให้ทราบว่าเอกสารฉบับนี้ สามารถใช้แทนโฉนดที่ดินฉบับจริงได้ 100% เมื่อเกิดการทำนิติกรรมหรือมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายที่ดิน ใบแทนนี้จะมีผลทางกฎหมายไม่ต่างกับโฉนดตัวจริง . เป็นอย่างไรบ้างคะ โฉนดที่ดินหาย ขอใหม่ไม่ยากและไม่วุ่นวายอย่างที่คิดใช่ไหม แต่อย่างไรก็ตามเอกสารสำคัญแบบนี้ ควรเก็บไว้ให้ดีและไม่ทำหายจะดีที่สุดนะคะ เพราะเมื่อจะทำการขายต่อหรือนำไปทำธุรกรรมอื่นๆ เนี่ย ทั้งนักลงทุน นายหน้าอสังหา หรือบุคคลที่เราทำธุรกรรมด้วย ก็จะต้องขอดูโฉนดกันอย่างแน่นอนค่ะ —————————————————————————————– ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทย ให้บริการแบบครบจร One Stop Service บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด บริการบริหารและจัดการคอนโด LINE@ : https://lin.ee/UIbzhRs Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ #ลงทุนอสังหา #propertyinvestment #เอเจ้นท์ #Agent #propertyagent

25 สิงหาคม 2023
7 ข้อผิดพลาดสำหรับผู้ ปล่อยเช่าคอนโด มือใหม่

7 ข้อผิดพลาดสำหรับผู้ ปล่อยเช่าคอนโด มือใหม่

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่อยากลงทุนกับคอนโดฯ คงคิดว่าการ ปล่อยเช่าคอนโด เป็นเรื่องง่าย และได้เงินตลอดทุกเดือน เพียงแค่แต่งห้องให้สวยและถูกใจกลุ่มหมาย แต่ในความเป็นจริงแล้วการปล่อยเช่าคอนโดฯ ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด ยิ่งไปกว่านั้นผู้ปล่อยเช่ามือใหม่ อาจจะพลั้งพลาดและประมาทไปกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนทำให้ความความเสียหายตามมา วันนี้เราจะมาบอกถึงสิ่งที่ควรระวังและตรวจเช็คให้ดี ก่อนการ ปล่อยเช่าคอนโด ของคุณกันค่ะ มาเริ่มกันเลย . #ศึกษากฎระเบียบของโครงการคอนโดฯ ก่อนปล่อยเช่าคอนโด ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นผู้จ่ายเงิน และซื้อห้องนั้นมาครอบครองแล้วแต่อย่าลืมว่า คอนโดฯ แต่ละที่นั้นมีกฎระเบียบไว้ให้ลูกบ้านได้ปฎิบัตตาม อย่าลืมศึกษาให้ดีว่าทางคอนโดฯ มีกฎข้อห้ามใดบ้าง และแจ้งผู้เช่าให้ชัดเจน ไม่งั้นอาจจะถูกเรียกปรับได้โดยไม่รู้ตัวเลยนะ . #ละเลยการคัดกรองผู้เช่า ผู้ให้เช่าจำนวนไม่น้อยเลยที่กังวลเกี่ยวกับการหาผู้เช่า และอยากปล่อยห้องเช่าให้ได้เร็วที่สุด จนลืมให้ความสำคัญกับการตรวจสอบผู้เช่า ก่อนที่จะย้ายเข้ามาพักอาศัย ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงมากๆ ผู้เช่าที่คุณควรหลีกเลี่ยงเลย หากไม่อยากให้ห้องเสียหายหรือมีปัญหาตามมาก็คือ – มีอาชีพและสถานะทางการเงินที่ไม่มั่นคง เพราะในอนาคตอาจจะไม่สามารถจ่ายค่าเช่าคอนโดฯ ให้คุณได้ – ผู้ที่เข้ามาคุย มักจะเรียกร้องเอานี่เพิ่มนั่นเพิ่มมากจนเกินพอดี หรือขอต่อราคาลง เพราะเป็นไปได้ว่าในอนาคตอาจจะมีปัญหาตามมา – ผู้เช่าที่สูบบุหรี่ เพราะจะทำให้กลิ่นติดห้อง ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ของคุณ หรือในกรณีที่ไปสูบตรงระเบียง ก็อาจจะโดนเพื่อนบ้านร้องเรียนได้ ซึ่งผลกระทบจะตกมาอยู่ที่คุณได้ – ผู้เช่าที่มีเด็กเล็ก หรืออายุต่ำกว่า 10 ปี เพราะอาจจะทำให้ห้องของคุณสกปรกได้ เช่นการขีดเขียนผนัง ซึ่งการพิจารณาผู้เช่านั้นควรดูเป็นกรณีไป หากได้ผู้เช่าดีก็ถือว่าวินๆ กันไป แต่ถ้าหากได้ผู้เช่าไม่ดี เงินที่ได้มาอาจจะไม่คุ้มกับค่าเสียหายที่คุณได้รับเลย . #ไม่ได้ทำสัญญาเช่า ถือเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงเลยสำหรับข้อนี้ เพราะการให้เช่าก็นับเป็นธุรกิจ ควรมีการทำสัญญา ที่ระบุเงื่อนไขไว้ชัดเจนและรัดกุมมากที่สุด เพื่อให้ระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่ามีความเข้าใจที่ตรงกัน นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณและผู้เช่าได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายด้วย และคุณต้องมั่นใจด้วยว่าผู้เช่ารับทราบ และเข้าใจในข้อตกลงร่วมกันก่อนจะเซ็นชื่อลงในใบสัญญา . #ไม่ได้ตรวจสอบหลักฐานการโอนค่าเช่า ข้อนี้เป็นสิ่งที่ผู้ให้เช่าหลายคนมักละเลย และดูแค่ตัวหลักฐานผ่านๆ โดยไม่ตรวจสอบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเมื่อผู้เช่าส่งหลักฐานการโอนมา ผู้ให้เช่าควรเช็คให้ละเอียดว่ามีการโอนเงินจริงๆ โดยเช็คจาก วันที่ เวลาและยอดเงินในหลักฐาน ว่าตรงกับรายการบัญชีหรือไม่ ป้องกันผู้เช่าหัวหมอ ที่อาจจะปลอมหลักฐานและส่งมาให้คุณกันนะคะ . #ไม่ได้ตรวจสอบห้องพร้อมผู้เช่าในวันย้ายเข้าและบันทึกเป็นหลักฐาน ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ให้เช่าควรปล่อยผ่าน แต่ควรรวบรวมเป็นตารางรายการเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในห้องทั้งหมด พร้อมเก็บบันทึกภาพถ่าย สภาพปัจจุบันของเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้น โดยรวบรวมเป็นหมวดย่อยหรือแบ่งตามห้องต่าง ๆ เป็นไงกันบ้างคะการปล่อยเช่าคอนโดฯ ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดกันเลยใช่ไหม หากคุณอยากปล่อยเช่า แต่ยังเป็นมือใหม่และกังวลกับปัญหาที่จะตามมา ทาง Amber สามารถช่วยคุณได้นะคะ เรามีบริการตั้งแต่หาผู้เช่าจนถึงการบริหารจัดการห้อง หลังมีผู้เช่าแล้วโดยทีมงานที่มีประสบการณ์ หมดกังวลกับปัญหาข้างต้นได้เลยค่ะ —————————————————————– หากสนใจสามารถติดต่อมาได้ตามข้อมูลด้านล่างเลยนะคะ LINE@ : https://lin.ee/UIbzhRs Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ #condoforrent #condo #condobkk #คอนโดพระราม9 #พระราม9 #ลงทุนอสังหา #propertyinvestment #เอเจ้นท์ #Agent #propertyagent

25 สิงหาคม 2023