ข่าวสารและบทความ

ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

ซื้อ-ขายบ้าน คอนโด ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง? และ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ค่าธรรมเนียม ก็ถือเป็นหนึ่งค่าใช้จ่ายหลักที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายบ้าน คอนโด ที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ แต่ผู้ซื้อหลายคนมักมองข้ามความสำคัญในส่วนนี้ไป จนกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการเสียค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น จนทำให้การซื้อขายอสังหาฯ บ้าน คอนโด ขาดทุนได้หลังเสียค่าธรรมเนียมและภาษีไปแล้ว เพื่อเป็นการเตรียมตัว Amber ขอพาทุกคนมารู้จักภาษีและวิธีคำนวณภาษีการขายอสังหาริมทรัพย์เบื้องต้นกันก่อนค่ะ…   อสังหาริมทรัพย์ คืออะไร ? ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 บัญญัติ กล่าวว่า อสังหาริมทรัพย์ คือ ที่ดินกับทรัพย์อันติดกับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และหมายความรวมถึงทรัพย์สินอันเกี่ยวกับที่ดิน หรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย อสังหาริมทรัพย์ คือ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง เช่น อาคาร บ้านเรือน สำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงสิ่งอื่นใดที่อยู่ติดกับที่ดินซึ่งเคลื่อนที่ไม่ได้ นอกจากนี้ทรัพย์ตามธรรมชาติที่ประกอบเป็นอันเดียวกับดิน เช่น แม่น้ำ บึง แร่ กรวด ทราย ที่อยู่ในอาณาบริเวณที่ดินนั้นก็จัดว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ด้วย   รู้จักอสังหาริมทรัพย์แล้ว… ก็จะต้องมีความรู้เรื่องของราคา และราคาที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง? ตามไปอ่านกันเลยค่ะ!   ราคาประเมิน คือ ราคาที่กรมธนารักษ์กำหนดให้เป็นราคากลางของอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการคิดค่าธรรมเนียมและภาษีจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ โดยจะมีการปรับราคาประเมินใหม่ทั่วประเทศทุกๆ 4 ปี ซึ่งราคาประเมินอาจจะสูงหรือต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วราคาประเมินจะต่ำกว่า ราคาตลาด คือ ราคาที่ใช้ในการซื้อขายกันจริง ซึ่งจะสอดคล้องกับอุปสงค์และอุปทานของตลาดในแต่ละช่วงเวลา มีการปรับตัวตามภาวะค่าครองชีพอยู่ตลอดเวลา ราคาตลาดจึงมักสูงกว่าราคาประเมิน     ในทางภาษี เราต้องทราบว่าได้อสังหาริมทรัพย์มาได้อย่างไร? กรมสรรพากร แบ่งการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ออกเป็น 2 กรณี คือ การได้รับอสังหาริมทรัพย์โดยมุ่งค้าหรือหากำไร เช่น เราซื้อที่ดินมาเพื่อเก็งกำไรและขาย หรือซื้อที่ดินเพื่อจัดสรร ปลูกสร้างอาคาร คอนโด ทาวน์เฮ้าส์ อาคารโรงงานเพื่อจำหน่าย เป็นต้น การได้รับอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มุ่งค้าหรือหากำไร แบ่งออกเป็น 2.1 อสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับมาโดยทางมรดก หรือได้รับจากการให้โดยเสน่หา (ได้มาฟรี มีคนยกให้) 2.2 อสังหาริมทรัพย์ ที่ได้มาโดยไม่มุ่งค้าหรือหากำไร เช่น ซื้อที่ดินมาเพื่อทำการเกษตรกรรม ซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างมาเพื่ออยู่อาศัย เป็นต้น   และค่าใช้จ่ายเมื่อมีการซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ จะขายบ้าน ขายคอนโด ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายในการขายอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่ผู้ขายต้องจ่าย ประกอบไปด้วย 4 รายการ ได้แก่ ค่าธรรมเนียม ค่าอากร ภาษีเงินได้ และภาษีธุรกิจเฉพาะ มาทำความรู้จักกันไปทีละส่วนกันเลยค่ะ… ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ 2% ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอัตรา 2% จากราคาประเมิน ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นหรือการลดหย่อนใดๆ และเพื่อความยุติธรรมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายมักนิยมแบ่งค่าธรรมเนียมส่วนนี้ให้แต่ละฝ่ายรับผิดชอบคนละครึ่งคือ ผู้ซื้อค่าธรรมเนียมชำระ 1% และผู้ขายชำระค่าธรรมเนียม 1% เท่าๆ กัน โดยให้ระบุในสัญญาจะซื้อจะขาย   ค่าอากรแสตมป์ 0.5% ค่าอากรแสตมป์ที่ผู้ขายต้องเสียในขั้นตอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ พิจารณาจากราคาประเมินและราคาตลาดร่วมกันโดยเลือกใช้ราคาที่สูงกว่ามาคำนวณในอัตรา 0.5% เท่ากับว่า… ผู้ขายจะเสียค่าอากรแสตมป์ 1 บาท ทุกๆ 200 บาท โดยผู้ขายจะเป็นฝ่ายชำระฝ่ายเดียว และจะได้รับยกเว้นค่าอากรต่อเมื่อต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ   ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ผู้ขายที่ครอบครองอสังหาริมทรัพย์เป็นระยะเวลาน้อยกว่า 5 ปี จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ในอัตรา 3.3% จากราคาประเมินหรือราคาตลาดขึ้นอยู่กับว่าราคาใดสูงกว่า อย่างไรก็ตาม มีการยกเว้นเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีที่ผู้ขายครอบครองอสังหาริมทรัพย์ นานเกิน 5 ปี หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านนานกว่า 1 ปี ถูกเวนคืนบ้านหรือที่ดิน หรือเป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้มาโดยมรดก   ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เมื่อเกิดการขายอสังหาริมทรัพย์ จะนับเป็นรายได้แก่ผู้ขาย จึงต้องนำมาคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินที่จะต้องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ผู้ขายจึงต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบเองทั้งหมด ภาษีเงินได้จะพิจารณาจากราคาประเมินและจำนวนปีที่ถือครอง จำนวนปีที่ถือครองนั้นจะนับตามปีบัญชี โดยหนึ่งปีจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมไปจนถึง 31 ธันวาคมของปีเดียวกัน การซื้อขายภายในปีเดียวกันนับเป็นการถือครอง 1 ปี หากครอบครองตั้งแต่เดือนธันวาคมปีนี้ถึงมีนาคมปีหน้าก็ให้นับเป็นถือครอง 2 ปี สามารถคำนวณเงินได้โดยนำราคาประเมินคูณกับร้อยละของเงินได้ที่นำมาคำนวณภาษีตามจำนวนปีที่ถือครองตามอัตราที่แสดงในตารางจะได้จำนวนเงินที่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้ทั้งหมด จากนั้นนำมาหารด้วยจำนวนปีที่ถือครองจะได้จำนวนเงินได้ที่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้ที่ต้องชำระต่อปี การคำนวณภาษีเงินได้ภาษีอสังหาริมทรัพย์ของนิติบุคคล สำหรับหลักการคำนวณภาษีอสังหาริมทรัพย์ของนิติบุคคล มีดังนี้ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ต้องเสียในอัตรา 1%  เพราะถือว่ามีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้นิติบุคคลต้องนำรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ไปรวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ภ.ง.ด.50 อีกครั้ง ซึ่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เคยถูกหักไว้ สามารถนำใช้เป็นเครดิตภาษีเพื่อลดยอดภาษีสิ้นปีที่ต้องชำระได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ ต้องเสียในอัตรา 3.3% กรณีผู้ขายเป็นผู้ค้าอสังหาริมทรัพย์ หรือเข้าเงื่อนไขมุ่งค้าหากำไร ซึ่งปกตินิติบุคคลจะเข้าเงื่อนไขมุ่งค้าหากำไร เพราะกรมสรรพากรกำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่นิติบุคคลมีไว้ในการประกอบกิจการต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ทั้งนี้ถ้าเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว จะไม่ต้องเสียอากรแสตมป์อีก อากรแสตมป์ ต้องเสียในอัตรา 0.5% ซึ่งในทางปฏิบัติค่อนข้างยากที่นิติบุคคลจะเข้ากรณีที่ต้องเสียอากรแสตมป์ เพราะปกติจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะมาก่อนอย่างที่อธิบายข้างต้น ทั้งนี้ถ้าเสียอากรแสตมป์แล้ว จะไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอีก สรุปส่งท้าย ใครที่กังวลว่า… ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ดูจะเป็นการคำนวณภาษีที่ยุ่งยากยาก ซับซ้อน สบายใจได้เลยค่ะ เพราะภาษีทั้งหมดข้างต้น เมื่อเรามีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจะเป็นคนคำนวณแทนเราเองค่ะ แต่ถ้าเราเข้าใจการคำนวณก็สามารถคำนวณตัวเลขเบื้องต้น เพื่อประมาณค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้   สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service >>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด >>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด >>> บริการบริหารและจัดการคอนโด LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/ #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

18 กุมภาพันธ์ 2025
สัญญาจะซื้อจะขาย คืออะไร ทำไมต้องรู้ก่อนซื้อบ้านหรือคอนโด?

สัญญาจะซื้อจะขาย คืออะไร ทำไมต้องรู้ก่อนซื้อบ้านหรือคอนโด?

สัญญาจะซื้อจะขาย คืออะไร ทำไมต้องรู้ก่อนซื้อบ้านหรือคอนโด? เพราะเรื่องสัญญาจะซื้อจะขาย มันสำคัญ จึงอยากให้ทุกคนรู้และเข้าใจก่อน Amber จึงได้สรุปบทความนี้มาให้นั่นเองค่ะ สัญญา จะซื้อจะขาย คือหนังสือสัญญาประเภทหนึ่งที่ผู้ซื้อให้คำมั่นแก่ผู้ขายว่า… ในอนาคตจะซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งนั้นจริงๆ และสัญญาจะซื้อจะขาย จะช่วยรักษาผลประโยชน์ให้แก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายก่อนทำสัญญาซื้อขายบ้าน คอนโด และที่ดิน สัญญา จะซื้อจะขาย คืออะไร ทำไมถึงต้องทำ? สัญญา จะซื้อจะขาย คือ หนังสือสัญญาประเภทหนึ่งที่ผู้ซื้อให้คำมั่นแก่ผู้ขายว่าในอนาคตจะซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งนั้นจริงๆ ส่วนสาเหตุที่ต้องร่างหนังสือจะซื้อจะขาย แทนที่จะทำหนังสือสัญญาซื้อขายเลย เป็นเพราะว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน หรือการกู้ซื้อที่ดิน ต้องยื่นกู้กับทางธนาคาร ซึ่งใช้ระยะเวลาพิจารณาสินเชื่อค่อนข้างนาน ทำให้ในระหว่างนี้อาจมีผู้ซื้อรายอื่น มาซื้อตัดหน้าด้วยเงินสดก่อนได้ แต่ถ้าทำสัญญาจะซื้อจะขายเอาไว้แล้ว ผู้จะขาย ไม่สามารถขายอสังหาริมทรัพย์แห่งนั้น ให้แก่ผู้ซื้อรายอื่นได้นั่นเอง นอกจากนี้สัญญาจะซื้อจะขายก็มีประโยชน์ต่อการกู้ซื้อบ้านด้วยเช่นกัน เพราะใช้เป็นเอกสารประกอบการกู้ ด้วยเหตุนี้ผู้จะซื้อ ต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายให้เรียบร้อยพร้อมวางเงินมัดจำเสียก่อน หลังจากได้สัญญาตัวจริงแล้ว ก็ให้ยื่นกู้ซื้อบ้านกับทางธนาคาร พร้อมเตรียมเอกสารอื่นๆ ประกอบด้วย ดังต่อไปนี้ สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาโฉนดที่ดิน แผนผังแสดงที่ตั้งของหลักประกัน สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หนังสือรับรองเงินเดือน สมุดบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน   ยิ่งไปกว่านี้หนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย ก็มีประโยชน์ต่อผู้จะขายด้วยเช่นเดียวกัน กล่าวคือ การสร้างอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายใช้เวลาก่อสร้างนาน บางครั้งกินระยะเวลามากกว่า 3 ปีขึ้นไป ซึ่งผู้พัฒนาอสังหาฯ จะเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ ซื้ออสังหาริมทรัพย์ล่วงหน้าก่อนได้ หรือที่เรียกกันว่า Pre-Sale เพื่อประเมินยอดขาย ก่อนเปิดโครงการจริง โดยหากผู้ซื้อสนใจ ผู้พัฒนาอสังหาฯ จะให้วางเงินมัดจำล่วงหน้า พร้อมทำสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งหลังโครงการสร้างเสร็จสิ้นแล้วจะส่งมอบโครงการให้ตามวันที่ระบุเอาไว้ในสัญญา แยกให้ออก สัญญาจะซื้อจะขาย กับ สัญญาซื้อขาย ต่างกันอย่างไร?  สัญญาจะซื้อจะขาย คือ สัญญาที่ยังไม่ได้มีการซื้อขายเกิดขึ้นจริง เป็นเพียงการทำข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น! ว่า… ในอนาคตจะมีการซื้อขายเกิดขึ้น ซึ่งหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่คู่สัญญา โดยถ้าผู้จะซื้อผิดสัญญา จะถูกริบเงินมัดจำทั้งหมด แต่หากผู้จะขายเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องคืนเงินมัดจำให้แก่ผู้จะซื้อ ยิ่งไปกว่านี้การทำผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ยังสามารถฟ้องร้องต่อศาล เพื่อบังคับซื้อขายได้เช่นเดียวกัน ส่วนสัญญาซื้อขายแตกต่างจากสัญญาจะซื้อจะขายตรงที่เป็นการซื้อขายเกิดขึ้นจริงแล้ว ทำให้มีการส่งมอบกรรมสิทธิ์ด้วยการโอนโฉนดที่ดิน ณ สำนักงานกรมที่ดิน พร้อมชำระค่าโอนที่ดินตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหากผู้ซื้อชำระเงินด้วยเงินสด กรรมสิทธิ์จะเป็นของผู้ซื้อโดยทันที แต่ในกรณีที่กู้ซื้อ กรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อจะติดภาระจำนอง ซึ่งหากผ่อนชำระครบตามเงื่อนไขที่ตกลงเอาไว้ในสัญญา ภาระจำนองก็จะหมดไปในภายหลัง   สัญญาจะซื้อจะขาย ใช้กับการซื้ออสังหาฯ ประเภทไหนบ้าง? สัญญาจะซื้อจะขายมักใช้กับการซื้ออสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง เช่น บ้าน ที่ดิน หรือ คอนโด เพราะกระบวนการซื้อขายใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน ตามเหตุผลที่ให้ไปแล้วข้างต้น โดยตัวอย่างของหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย ได้แก่ สัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดิน และสัญญาจะซื้อจะขายคอนโด ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้   สัญญาจะซื้อจะขายบ้าน คอนโด และที่ดิน ใช้สำหรับการทำสัญญา เพื่อให้คำมั่นว่าในอนาคตต้องการซื้อขายบ้านและที่ดินจริง โดยเนื้อหาในหนังสือจะให้ระบุรายละเอียดของโฉนดที่ดิน และระบุจำนวนของอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่บนที่ดิน จากนั้นท้ายสัญญาให้แนบรายละเอียดของแผนผังแสดงที่ตั้งของที่ดิน รวมทั้งโฉนดที่ดินประกอบด้วย สัญญาจะซื้อจะขายคอนโด เป็นสัญญาแสดงเจตจำนงระหว่างผู้จะซื้อและผู้จะขายว่า ในอนาคตจะมีการตกลงซื้อขายคอนโดเกิดขึ้นจริง โดยสัญญาจะซื้อจะขายคอนโด แตกต่างจากสัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินตรงที่สัญญาจะซื้อจะขายคอนโด ไม่ต้องใช้โฉนดที่ดินยื่นประกอบการทำสัญญา ทั้งนี้ไม่ว่า… สัญญาจะซื้อจะขายบ้าน คอนโด และที่ดิน หรือสัญญาจะซื้อจะขายคอนโด ผู้จะขายมักกำหนดให้ผู้จะซื้อวางเงินค่ามัดจำประมาณ 5-10 % ของราคาหลักทรัพย์ เช่น สมมติว่าราคาประเมินที่ดิน อยู่ที่ราว 1 ล้านบาท เงินค่ามัดจำจะอยู่ในช่วง 50,000-100,000 บาท เป็นต้น ส่วนในกรณีที่ผู้จะซื้อประสงค์วางเงินค่ามัดจำในรูปแบบของเช็ค ก็ต้องระบุรายละเอียดของเช็คให้ชัดเจน ซึ่งประกอบด้วย เลขที่เช็ค, สาขาของธนาคาร, วันที่ออกเช็ค และชื่อธนาคาร   รายละเอียดที่ต้องมีใน สัญญาจะซื้อจะขาย ต้องมีอะไรบ้าง? สัญญาจะซื้อจะขายจะมีผลสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อ คู่สัญญาระบุรายละเอียดครบถ้วนชัดเจน ซึ่งการเขียนสัญญาอย่างรัดกุม จะช่วยป้องกันการโกงที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยรายละเอียดที่ควรมีในสัญญา มีดังต่อไปนี้ ข้อมูลของคู่สัญญา สัญญาจะซื้อจะขาย เรียกคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายว่า ผู้จะซื้อ และ ผู้จะขาย โดยรายละเอียดข้อมูลของคู่สัญญาประกอบด้วย 1.ชื่อ – นามสกุล 2.อายุ 3.บ้านเลขที่ ซึ่งข้อมูลของคู่สัญญาทั้งหมดต้องตรงกับสำเนาบัตรประชาชนที่แนบท้ายสัญญา ข้อมูลการทำสัญญา ข้อมูลในส่วนนี้ให้ระบุว่าหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายจัดทำเมื่อวันที่เท่าไหร่ พร้อมทั้งระบุข้อมูลสถานที่จัดทำสัญญา ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ที่จะขาย เป็นรายละเอียดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะขายว่าเป็นประเภทอะไร และระบุรายละเอียดของอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ขนาดของเนื้อที่ หมายเลขแผนผัง ที่ตั้ง จำนวนที่มีการซื้อขาย ซึ่งผู้จะขายสามารถอ้างอิงข้อมูลในส่วนนี้ได้จากใบระวางที่ดิน หรือโฉนดที่ดิน รายละเอียดการชำระเงิน เป็นข้อมูลที่ระบุว่าผู้จะซื้อต้องวางเงินมัดจำเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ พร้อมทั้งระบุเงื่อนไขว่าต้องชำระเป็นเงินสด หรือจ่ายเป็นเช็ค ระยะเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ เป็นเงื่อนไขที่กำหนดว่าผู้จะขายต้องส่งมอบกรรมสิทธิ์ของอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้จะซื้อภายในระยะเวลาเท่าไหร่ ณ สำนักงานกรมที่ดิน เงื่อนไขการทำผิดสัญญา เป็นรายละเอียดที่ให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระบุว่าจะให้อีกฝ่ายหนึ่งชดเชยอย่างไร เมื่อมีการทำผิดสัญญา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักตกลงกันว่า หากผู้จะซื้อทำผิดสัญญา ผู้จะขายมีสิทธิ์ยึดเงินค่ามัดจำเอาไว้ได้ แต่ถ้าผู้จะขายเป็นฝ่ายผิดสัญญา นอกจากต้องคืนเงินให้แก่ผู้จะซื้อแล้ว ต้องยินยอมให้ผู้จะซื้อฟ้องศาลบังคับคดีได้ และจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย การจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ เป็นรายละเอียดที่ระบุว่าคู่สัญญาฝ่ายใด เป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือค่าภาษีเงินได้ เมื่อทำการโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานกรมที่ดิน ข้อตกลงอื่นๆ คู่สัญญาสามารถกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมได้ว่าจะให้อีกฝ่ายปฏิบัติอย่างไร นอกเหนือจากข้อสัญญาหลักที่ได้ร่างไว้ เช่น กำหนดให้ฝ่ายจะซื้อชำระเงินเป็นจำนวนเงินกี่งวด หรือหากฝ่ายจะซื้อ จ่ายเงินล่าช้าตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้ ต้องจ่ายดอกเบี้ยปรับเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ เป็นต้น การลงลายมือชื่อ ผลของสัญญาจะซื้อจะขายเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ได้เซ็นยินยอมลงชื่อท้ายสัญญา พร้อมลงชื่อพยานฝ่ายละ 1 คน ซึ่งหลังจากจัดทำสัญญาจะซื้อจะขาย ฉบับแรกเสร็จสิ้น ให้จัดทำหนังสือสัญญาขึ้นมาอีกหนึ่งฉบับ โดยต้องมีรายละเอียดเหมือนกับหนังสือฉบับแรก เมื่อเสร็จแล้ว ให้เก็บไว้ฝ่ายละ 1 ฉบับ เอกสารประกอบแนบท้ายสัญญา ประกอบด้วย 1.สำเนาทะเบียนบ้าน 2.โฉนดที่ดิน 3.แบบผังบ้าน หรือแผนผังที่ดิน 4.สำเนาบัตรประชาชนของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย 5.สำเนาทะเบียนบ้าน 6.โฉนดที่ดิน 7.เอกสารอื่น ๆ (หากมี)   ทั้งนี้การลงชื่อทำสัญญาจะซื้อจะขาย ต้องเขียนด้วยลายมือเท่านั้น ไม่สามารถใช้ตราประทับ หรือพิมพ์ลงชื่อแทนได้ เพราะเป็นข้อกำหนดสำหรับการใช้เป็นหลักฐานเมื่อมีการฟ้องร้องบังคับคดีเกิดขึ้น   สรุปส่งท้าย สัญญาจะซื้อจะขาย เป็นสัญญาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ทุกคนควรทำความเข้าใจก่อนจะเริ่มร่างสัญญาซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินฉบับจริง เพราะช่วยปกป้องผลประโยชน์ให้แก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ ฝ่ายซื้อมั่นใจได้ว่าจะได้สิทธิ์ซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งนั้นจริง ในขณะที่ฝ่ายขายก็มั่นใจได้ว่าทรัพย์ของตน สามารถขายออกได้แน่นอน เมื่อถึงระยะเวลาที่ตกลงกันเอาไว้ สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service >>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด >>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด >>> บริการบริหารและจัดการคอนโด LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/ #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

13 กุมภาพันธ์ 2025
อัตรา ดอกเบี้ยบ้าน 2568 ขอสินเชื่อบ้าน-คอนโด ทุกธนาคาร ตัวเลขล่าสุด

อัตราดอกเบี้ยบ้าน 2568 ขอสินเชื่อบ้าน-คอนโด ทุกธนาคารล่าสุด

อัตราสินเชื่อ ดอกเบี้ยบ้าน ในปี 2568 ของแต่ละธนาคารมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอย่างไร?… ทั้งดอกเบี้ยบ้าน วงเงินกู้สูงสุด ระยะเวลาการกู้ และเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนต้องการกู้ซื้อบ้าน-คอนโด ต้องศึกษาและอ่านรายละเอียดเงื่อนไขให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจกู้ยืมนั่นเองค่ะ   วันนี้ Amber มาแชร์เคล็ดลับการเลือกสินเชื่อ เพื่อกู้ซื้อบ้าน-คอนโด ให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีที่สุด ประกอบไปด้วย การเลือกสินเชื่อจากโครงการบ้าน, เลือกธนาคารที่เป็นเจ้าของบ้าน NPA, เลือกสินเชื่อเพื่อบุคคลวิชาชีพพิเศษ, เลือกทำประกันคุ้มครองสินเชื่อ และเลือกรูปแบบอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสม เวลาจะซื้อบ้านนอกจากจะต้องเลือกบ้านให้ตอบโจทย์แล้ว ก็ต้องใส่ใจในการเลือกสินเชื่อบ้านและธนาคารที่เหมาะสมและตอบโจทย์ เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยบ้านที่ต่ำที่สุด   Amber เลยจะมาอัปเดตอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ในปี 2568 และสินเชื่อที่น่าสนใจจากธนาคารต่างๆ พร้อมด้วยวิธีการคำนวณดอกเบี้ยและเคล็ดลับการเลือกสินเชื่ออย่างไรให้ได้ดอกเบี้ยต่ำ ว่าแต่จะมีเคล็ดลับอะไรบ้าง ตามเราไปดูกันเลยค่ะ!   อัปเดตอัตรา ดอกเบี้ยบ้าน ล่าสุดวันที่ 13 มกราคม 2568    ธนาคาร ดอกเบี้ยขั้นต่ำ 3 ปีแรก    MRR วงเงินกู้สูงสุด ระยะเวลากู้ อาคารสงเคราะห์ 3.20% 6.545% 100 % 40 ปี ออมสิน 2.89% 6.595% 110 % 30 ปี กรุงศรีอยุธยา 3.10% 7.275%  100 % 30 ปี ทหารไทยธนชาต 3.30% 7.705% 100 % 35 ปี กรุงไทย 3.60% 6.925% 100 % 40 ปี ไทยพาณิชย์ 3.47% 7.175% 100 %  30 ปี กสิกรไทย 3.45% 7.30% 100 % 30 ปี กรุงเทพ 3.55% 7.00% 100 % 30 ปี   โดยอัตราดอกเบี้ยบ้าน อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามเศรษฐกิจและนโยบายของธนาคารนั้นๆ รวมถึงระยะเวลากู้ยืม คุณสมบัติผู้ยื่นกู้ และประเภทสินเชื่อ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น จึงควรตรวจสอบข้อมูลจากธนาคารเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจกู้ยืม   เลือกสินเชื่อบ้าน-คอนโด ธนาคารไหนดี? ถึงจะเหมาะกับเรา ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โปรโมชัน สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ปี 2568 เป็นสินเชื่อบ้านที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 3.20% ต่อปี และปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี หากกู้วงเงิน 1,000,000 บาท ผ่อนเพียง 3,300 บาทในปีแรก โดยสามารถยื่นกู้ภายใน 31 มีนาคม 2568 และทำนิติกรรมได้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 วงเงินกู้สูงสุด เป็นไปตามเกณฑ์หลักประกันหรือเกณฑ์รายได้ตามระเบียบปฏิบัติงานสินเชื่อ ที่มา: ธนาคารอาคารสงเคราะห์   ธนาคารออมสิน โปรโมชัน สินเชื่อ GSB Green Home Loan มีอัตราดอกเบี้ยบ้านเฉลี่ย 3 ปีแรก 4.795% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยจะเปลี่ยนมาเป็น MRR -0.750% ต่อปี พร้อมระยะเวลากู้ยืมสูงสุดไม่เกิน 40 ปี เมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาการผ่อนต้องไม่เกิน 70 ปี วงเงินกู้สูงสุด ไม่เกิน 110% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมินหลักทรัพย์ ที่มา: ธนาคารออมสิน   ธนาคารกรุงศรีอยุธยา โปรโมชัน สินเชื่อบ้านกรุงศรีเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 1.99% และผ่อนนานสูงสุด 30 ปี (ระยะเวลาผ่อนจะต้องไม่เกิน 65 ปี เมื่อรวมกับอายุผู้กู้) พิเศษสำหรับผู้รับเงินเดือนผ่านธนาคารกรุงศรีฯ จะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยปีแรก 0.25% จากอัตราดอกเบี้ยปกติ วงเงินกู้สูงสุด: สำหรับบ้านใหม่สามารถกู้ได้สูงสุด 110% ของราคาประเมิน ส่วนบ้านมือสองสามารถกู้ได้สูงสุด 90% ของราคาประเมิน ที่มา: ธนาคารกรุงศรีอยุธยา   ธนาคารทหารไทยธนชาต โปรโมชัน สินเชื่อบ้านใหม่-บ้านมือสอง มีอัตราดอกเบี้ยบ้านพิเศษคงที่ 3 ปีแรก 3.30% ต่อปี รับฟรีค่าประเมินหลักทรัพย์และค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย โดยสามารถยื่นกู้ซื้อบ้านและคอนโด ได้ทั้งแบบกู้คนเดียวและแบบกู้ร่วม พร้อมระยะเวลาการผ่อนสูงสุด 35 ปี เมื่อรวมอายุของผู้กู้ไม่เกิน 65 ปี วงเงินกู้สูงสุด ไม่เกิน 50,000,000 บาท หรือไม่เกิน 100% ของราคาซื้อขาย/ราคาประเมิน โดยวงเงินขั้นต่ำจะอยู่ที่ 500,000 บาท ที่มา: ธนาคารทหารไทยธนชาต ธนาคารกรุงไทย โปรโมชัน: สินเชื่อบ้านกรุงไทย เป็นสินเชื่อบ้านที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี เริ่มต้น1.68% ต่อปี นาน 3 เดือน* และหลังจากปีที่ 3 ดอกเบี้ยบ้านจะเปลี่ยนมาเป็นดอกเบี้ย MLR -0.750% ต่อปี สำหรับกู้เงินซื้อบ้านมือหนึ่ง มือสอง หรือที่ดินพร้อมปลูกสร้างบ้าน พร้อมระยะเวลากู้ยืมสูงสุด 40 ปี วงเงินกู้สูงสุด กู้เงินซื้อบ้านได้สูงสุด 100% ที่มา: ธนาคารกรุงไทย   ธนาคารไทยพาณิชย์ โปรโมชัน สินเชื่อซื้อบ้านใหม่ เป็นสินเชื่อบ้านที่มีอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นคงที่ 1 ปีแรก 2.55% และในปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ยบ้านจะเปลี่ยนมาเป็น MRR -3.37% ต่อปี และ ปีที่ 4 MRR จะเป็น -1.55% พร้อมระยะเวลาการผ่อนสูงสุดนาน 30 ปี โดยระยะเวลาผ่อนเมื่อรวมอายุผู้กู้แล้วต้องไม่เกิน 65 ปี วงเงินกู้สูงสุด ไม่เกิน 100% ของมูลค่าหลักประกันตามราคาประเมินหรือราคาซื้อขายในสัญญาซื้อขายของกรมที่ดิน สำหรับบ้านหลังแรกที่ราคาต่ำกว่า 10,000,000 บาท ที่มา: ธนาคารไทยพาณิชย์   ธนาคารกสิกรไทย โปรโมชัน สินเชื่อบ้านมือหนึ่งและมือสอง กับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% ปีแรก สำหรับผู้ที่มีรายได้ประจำ 100,000 บาทขึ้นไป / เดือน และในปีที่ 2-3 ดอกเบี้ยบ้านจะเปลี่ยนมาเป็น MRR -2.74% ต่อปี พร้อมระยะเวลากู้ยืมสูงสุด 30 ปี และรวมอายุผู้กู้สูงสุดไม่เกิน 70 ปี โดยสามารถยื่นกู้และทำนิติกรรมได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2567 วงเงินกู้สูงสุด ไม่เกิน 90% ของราคาซื้อขายและราคาประเมินหลักประกัน ที่มา: ธนาคารกสิกรไทย   ธนาคารกรุงเทพ โปรโมชัน สินเชื่อบ้านสำหรับกลุ่มวิชาชีพเฉพาะ เป็นสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยบ้านเฉลี่ย 3 ปี 3.72% โดยสามารถเลือกผ่อนชำระได้ทั้งแบบขั้นบันไดและแบบคงที่ พร้อมระยะเวลากู้ยืมสูงสุด 30 ปี พิเศษด้วยการยกเว้นค่าประเมินราคาหลักประกันและค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อ วงเงินกู้สูงสุด ไม่เกิน 100% ของมูลค่าหลักประกัน ที่มา: ธนาคารกรุงเทพ   และถ้าต้องการกู้ซื้อบ้านราคาเท่านี้ จะต้องผ่อนเดือนละเท่าไร? เพื่อไขข้อสงสัยก็ตามไปดูวิธีคิดดอกเบี้ยบ้านแบบง่ายๆ เพื่อช่วยประเมินความสามารถในการผ่อนจ่ายของเรา   วิธีการคำนวณดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านแบบง่ายๆ ส่วนมากดอกเบี้ยบ้านใน 3 ปีแรก มักจะเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ และหลังจากนั้นจะปรับเป็นอัตราดอกเบี้ยบ้านแบบลอยตัว ซึ่งสามารถคำนวณได้ตามสูตรนี้   ค่างวด = (วงเงินกู้ + (วงเงินกู้ x อัตราดอกเบี้ย x จำนวนปีที่กู้)) ÷ จำนวนเดือนการผ่อน   ตัวอย่างเช่น ต้องการกู้บ้านราคา 3,000,000 บาท ด้วยการผ่อนชำระเป็นเวลา 30 ปี และเลือกโปรโมชั่นธนาคารที่มีอัตราดอกเบี้ยบ้านคงที่ 3.0% ต่อปี หลังจากนั้นดอกเบี้ยบ้านจะเปลี่ยนมาเป็นแบบลอยตัว MRR +1.5% และหาก MRR ของธนาคารในขณะนั้นอยู่ที่ 3.5% ก็จะหมายถึงหลังปีที่ 3 ของการกู้ซื้อบ้าน เราจะต้องเสียดอกเบี้ยอยู่ที่ 5.0% ต่อปี ซึ่งสามารถคำนวณได้ดังนี้ ค่างวดในปีที่ 1-3: (3,000,000 + (3,000,000 x 3.0% x 30)) ÷ 360 = 15,833 บาท ค่างวดในปีที่ 3 เป็นต้นไป: (3,000,000 + (3,000,000 x 5.0% x 30)) ÷ 360 = 20,833 บาท   และวันนี้ขอแชร์ 5 เคล็ดลับการเลือกสินเชื่อ เพื่อกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดอย่างไร ให้ได้ ดอกเบี้ยบ้าน ที่ต่ำและคุ้มค่าที่สุด เลือกสินเชื่อซื้อบ้านใหม่ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากโครงการ เหมาะสำหรับคนที่ตัดสินใจเลือกซื้อบ้านใหม่มือหนึ่ง และต้องการอัตราดอกเบี้ยบ้านในเรทพิเศษ สามารถติดต่อโครงการโดยตรง เพื่อรับสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยบ้านพิเศษ เฉพาะลูกค้าโครงการบ้านนั้นๆ เลือกธนาคารที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินรอการขาย (Non-Performing Asset : NPA) นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกดีๆ ที่เต็มไปด้วยความคุ้มค่า อย่างการซื้อบ้านในเครือข่าย NPA ของสถาบันการเงินนั้นๆ เนื่องจากทางธนาคารจะให้อัตราดอกเบี้ยบ้านพิเศษ สำหรับคนที่ต้องการซื้อบ้านในเครือข่าย NPA จึงมักจะได้ดอกเบี้ยบ้านต่ำ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่หยืดหยุ่นกว่าบ้านมือหนึ่ง เพราะเป็นทรัพย์สินหลุดจำนองจากเจ้าของเดิม เลือกสินเชื่อธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยบ้านต่ำกับบุคคลวิชาชีพพิเศษ หากใครทำงานอยู่ในกลุ่มอาชีพบุคคลวิชาชีพพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักบินพาณิชย์ ผู้พิพากษา อัยการ รวมถึงบุคคลากรที่ทำงานภายในสถาบันการเงินนั้นๆ ธนาคารมักจะมอบอัตราดอกเบี้ยบ้านให้ในเรทที่ต่ำกว่าบุคคลทั่วๆ ไป เลือกสินเชื่อที่ให้อัตราดอกเบี้ยถูกลงเมื่อทำประกันคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) สำหรับใครที่อยากได้ดอกเบี้ยบ้านที่ต่ำเป็นพิเศษ สามารถเลือกกู้สินเชื่อกับธนาคารที่ให้ทำประกัน MRTA หรือประกันคุ้มครองสินเชื่อ เพื่อช่วยลดอัตราดอกเบี้ยบ้านให้ต่ำลง โดยเบี้ยประกัน MRTA สามารถยื่นกู้พร้อมสินเชื่อบ้านและผ่อนชำระพร้อมค่างวดบ้านได้เลย เลือกอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะกับสภาวะตลาด การเลือกอัตราดอกเบี้ยบ้านให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ จะช่วยให้ได้ดอกเบี้ยที่คุ้มค่าที่สุด ซึ่งหากช่วงไหนสภาวะตลาดดูซบเซา ธนาคารจะมีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยลง ก็ควรเลือกอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว แต่กลับกันหากช่วงไหนเศรษฐกิจโลกมีความผันผวน อัตราดอกเบี้ยบ้านจะเพิ่มสูงขึ้น ก็ควรเลือกดอกเบี้ยแบบคงที่แทน สรุปส่งท้าย คุณควรเลือกสินเชื่อบ้านที่ให้อัตรา ดอกเบี้ยบ้าน เรทที่เหมาะสมที่สุด ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบุคคลด้ว   สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service >>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด >>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด >>> บริการบริหารและจัดการคอนโด LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/ #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

11 กุมภาพันธ์ 2025

เงินเดือน 30,000 ซื้อบ้าน 3-5 ล้านได้ไหม ต้องผ่อนเท่าไหร่?

ฮัลโหล มนุษย์เงินเดือนทุกคน วันนี้ Amber International Realty มาตอบคำถามว่า… เงินเดือน 30,000 ซื้อบ้าน 3-5 ล้านได้ไหม และต้องผ่อนเท่าไหร่? ไม่แปลกที่มนุษย์เงินเดือนจะใฝ่ฝันได้ครอบครองบ้านหลังแรก เพื่อคู่รักหรือครอบครัว แล้วถ้าบ้านราคาเริ่มต้นที่ 3-5 ล้าน จะกู้ได้ไหม กู้บ้านได้อย่างไร และจะผ่อนบ้านไหวจริงๆ ใช่หรือป่าว กลัวจะประสบปัญหาทางการเงิน รวมไปถึงธนาคารอาจมองว่า… มนุษย์เงินเดือนแค่ 30,000 จะมีความสามารถไม่พอต่อการผ่อนบ้านหรือเปล่า หากคุณยังกังวลอยู่ Amber จะมายกตัวอย่าง การซื้อบ้านราคา 3-5 ล้าน ในมนุษย์เงินเดือน 30,000 บาท ให้ดูกันค่ะ… ก่อนจะซื้อบ้าน ก็ต้องเตรียมความพร้อมก่อนซื้อบ้าน แบบฉบับมนุษย์เงินเดือนกันนะ การเตรียมตัวซื้อบ้าน ประกอบไปด้วย 5 สิ่งจำเป็น ดังนี้ การปลดหนี้ สำรวจหนี้ทั้งหมด แล้วทำการปลดหนี้จากหนี้ก้อนเล็กไปก้อนใหญ่ตามลำดับ ออมเงินซื้อบ้าน โดยเริ่มจากลิสต์โครงการบ้านในราคาที่เอื้อมถึง และออมเงิน 20% ของราคาบ้าน เพื่อลดภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้น เช็กความพร้อมด้านรายได้ โดยพิจารณารายได้ของตนเอง ว่าจะกู้เงินซื้อบ้านได้เท่าไหร่ คุณสามารถเช็คดูได้จาก “โปรแกรมคำนวณเงินกู้ คำนวณสินเชื่อเบื้องต้น” จัดระเบียบรายการเดินบัญชี เพื่อทำให้ยื่นกู้กับธนาคารได้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะเพื่อกู้ซื้อบ้านหรือกู้ซื้อคอนโด ควรนำเงินเข้าบัญชีต่อเนื่อง อย่างน้อย 6-12 เดือนก่อนยื่นกู้ การเตรียมเอกสารให้พร้อม เอกสารหลักประกันต่างๆ เอกสารแสดงรายได้ และเอกสารส่วนตัวอื่นๆ เช่นบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ใบเปลี่ยนชื่อ เป็นต้น   ตัวอย่างสูตรการคำนวณเงินกู้ซื้อบ้านและเงินผ่อนบ้าน ส่วนใหญ่แล้วธนาคาร จะพิจารณาการอนุมัติการขอสินเชื่อโดยพิจารณาจากรายได้ ซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารจะประเมินความสามารถในการแบกรับภาระหนี้ของผู้กู้ไม่เกิน 70% ของรายได้ และทั่วไปจะประมาณ 40% – 80% อัตราขั้นต่ำของเงินผ่อนชำระต่องวดที่ธนาคารใช้คำนวณประมาณการผ่อนต่อเดือนของผู้กู้ คือ เริ่มต้นประมาณล้านละ 7,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร เช่น พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง อายุ 30 ปี ทำงานมาได้ 1 ปี ได้รับเงินเดือน 30,000 บาท และไม่มีภาระหนี้สินใดๆ ต้องการขออนุมัติวงเงินกู้ซื้อบ้านในโครงการบ้านชานเมือง ในราคา 3 ล้านบาท คำถาม คือ ธนาคารจะให้วงเงินกู้ 100% หรือไม่? และผ่อนขั้นต่ำเท่าไหร่? เราได้นำสูตรคำนวณ ยอดผ่อนชำระสูงสุดของผู้กู้ สูตรคำนวณ ยอดวงเงินกู้  มาให้ดังนี้   สูตรคำนวณ ยอดผ่อนชำระสูงสุดของผู้กู้   รายได้ทั้งหมด(เงินเดือน) x 70%(รายได้) – หนี้สินทั้งหมด = ยอดผ่อนชำระต่อเดือน ตัวอย่าง กรณีที่ไม่มีหนี้สิน 30,000 x 70% = 21,000 บาท   สูตรคำนวณ ยอดวงเงินกู้   ยอดผ่อนชำระต่อเดือน x 1,000,000 หาร 7,000 = ยอดวงเงินกู้ ตัวอย่างเช่น 21,000 x 1,000,000 / 7,000 = 3,000,000   ***ทั้งนี้จากสูตรคำนวณเป็นการประมาณเท่านั้น ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและการพิจารณาของแต่ละธนาคารด้วย   มนุษย์เงินเดือนพนักงานเอกชนที่เงินเดือน 30,000 บาท คนนี้ต้องการซื้อบ้าน 3-5 ล้านบาท แม้ไม่มีภาระหนี้สินใดๆ แต่มีจำนวนเงินผ่อนที่แบกรับได้ประมาณ 21,000 บาท หากต้องการกู้ซื้อบ้าน จะได้วงเงินกู้ประมาณ 3 ล้านบาท แต่ถ้าผู้กู้อยากได้วงเงินกู้เพิ่ม สามารถใช้วิธีกู้ร่วม หรือรวมรายได้ทั้งหมด ก็ช่วยให้อนุมัติสินเชื่อได้ง่ายและตามวงเงินที่ต้องการกู้ ทั้งนี้จากข้างต้นเป็นการประมาณเท่านั้น หากผู้กู้ต้องการข้อมูลแบบชัดเจนแนะนำให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ธนาคาร ประเมินความสามารถการกู้ จากฐานเงินเดือน ดังนี้   ตารางเปรียบเทียบเงินเดือนและวงเงินที่สามารถกู้ซื้อบ้านได้ เงินเดือน (บาท) ยอดผ่อนชำระต่อเดือน วงเงินกู้สูงสุด (บาท) 30,000 21,000 3,000,000 35,000 24,500 3,500,000 40,000 28,000 4,000,000 45,000 31,500 4,500,000 50,000 35,000 5,000,000 55,000 38,500 5,500,000 60,000 42,000 6,000,000 65,000 45,500 6,500,000 70,000 49,000 7,000,000 80,000 56,000 8,000,000 90,000 63,000 9,000,000 100,000 70,000 10,000,000 ***จากตารางข้างต้น เป็นเพียงการเปรียบเทียบเงินเดือนกับการคาดคะเนวงเงินที่สามารถกู้ได้ โดยคิดจากการประเมินความสามารถในการแบกรับภาระหนี้ของผู้กู้ ในสัดส่วนไม่เกิน 70% ของรายได้ แต่หากผู้กู้มีภาระหนี้สินอื่นๆ ก็จะลดลงไปจากตารางตัวอย่าง ตามหนี้สินของผู้กู้นั่นเองค่ะ สรุปส่งท้าย มนุษย์เงินเดือน 30,000 บาท สามารถกู้ ซื้อบ้าน ได้วงเงิน 3,000,000 บาท กรณีที่ไม่มีหนี้สินนั่นเองค่ะ สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service >>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด >>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด >>> บริการบริหารและจัดการคอนโด LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/ #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ  

07 กุมภาพันธ์ 2025
3 เหตุผล ซื้อบ้านใหม่ หรือ ซื้อบ้านมือสอง แบบไหนดีกว่ากัน

3 เหตุผล ซื้อบ้านใหม่ หรือ ซื้อบ้านมือสอง แบบไหนดีกว่ากัน

หลายคน พอใช้ชีวิตมาถึงวัยหนึ่ง ก็คงมีความพร้อมทางด้านการเงินพอสมควร และมีความคิดที่จะซื้อบ้าน แต่บ้านแบบไหนล่ะ ที่ดีที่สุด และเหมาะสมกับเรา วันนี้ Amber รวบรวม 3 เหตุผล ซื้อบ้านใหม่ หรือ ซื้อบ้านมือสอง แบบไหนดีกว่ากัน มาไว้ เผื่อเป็นเหตุผลก่อนตัดสินใจซื้อ มีเหตุผลอะไรบ้าง?… ตามไปอ่านพร้อมกันเลยค่ะ   ราคาบ้านใหม่ และ บ้านมือสอง ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ต้องพิจารณาก่อนที่จะซื้อบ้านใหม่หรือบ้านมือสอง คือ ราคา เนื่องจากบ้านใหม่มักจะมีราคาสูงกว่าบ้านมือสอง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจซื้อบ้านไม่ควรพิจารณาเพียงแต่ราคาเท่านั้น ควรพิจารณาผลตอบแทนจากการซื้อบ้านด้วย เช่น ราคาคุ้มค่ากับสภาพบ้านที่ได้รับ การซื้อบ้านมือสองอาจมีราคาถูกกว่า แต่บ้านอาจจะต้องมีการซ่อมแซมหรือปรับปรุงเพิ่มเติมที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน บ้านใหม่อาจมีราคาสูงกว่า แต่จะมีสภาพที่ดีและไม่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการซ่อมแซมหรือปรับปรุง เพราะสภาพของบ้านเป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการตัดสินใจซื้อบ้าน สภาพบ้านใหม่มักจะมีความสะอาดและใช้งานได้ดีกว่าบ้านมือสอง แต่บ้านมือสองอาจมีความเป็นเอกลักษณ์มากกว่าบ้านใหม่ ในการเลือกซื้อบ้านควรตรวจสอบสภาพของบ้านอย่างละเอียด รวมถึงสภาพห้องน้ำ ห้องครัว และระบบไฟฟ้าและประปา   ทำเลที่ตั้ง และสภาพแวดล้อมรอบๆ ตำแหน่งของบ้านเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องพิจารณา เนื่องจากตำแหน่งของบ้านจะมีผลต่อคุณภาพชีวิตของเรา ความสะดวกสบายในการเดินทางไปทำงานหรือเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนตัว เช่น ร้านค้า โรงพยาบาล โรงเรียน เป็นต้น บ้านใหม่มักจะอยู่ในที่ตั้งที่ใหม่และมีความสะดวกสบายมากกว่าบ้านมือสอง ซึ่งบางครั้งอาจไม่ได้อยู่ในที่ตั้งที่สะดวกสบายตามที่ต้องการ ดังนั้นในการเลือกซื้อบ้านต้องพิจารณาตำแหน่งให้ถี่ถ้วนเพื่อไม่ให้ผิดหวังในภายหลัง   สภาพแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมรอบๆ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ควรพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้าน หากเลือกซื้อบ้านใหม่ สภาพแวดล้อมรอบๆ มักจะสะอาดและอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการวางแผนการพัฒนาอย่างเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม การซื้อบ้านใหม่อาจมีการก่อสร้างที่กำลังดำเนินอยู่รอบๆ ซึ่งอาจทำให้มีความไม่สะดวกสบายชั่วคราว อีกทั้งยังควรพิจารณาเรื่องของโอกาสในการเติบโตของพื้นที่รอบๆ ด้วยสำหรับบ้านมือสอง ควรตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบๆ เช่น สถานที่จัดเก็บขยะ การจราจร หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆที่อาจมีผลต่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังควรตรวจสอบสภาพแวดล้อมภายในบ้านเอง อาทิเช่น ระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า และระบบอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสภาพบ้านมือสองมีความพร้อมใช้งานได้อย่าง อัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ควรพิจารณาก่อนทำการซื้อบ้าน เพราะมันจะมีผลต่อค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายในระยะยาว และควรคำนึงถึงระยะเวลาที่ต้องการผ่อนชำระเงินกู้ยืม หากเลือกซื้อบ้านใหม่ อัตราดอกเบี้ยมักจะต่ำกว่าบ้านมือสอง เนื่องจากสถาบันการเงินมักจะให้เงินกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เลือกสินเชื่อกับสถาบันนั้น แต่หากเลือกซื้อบ้านมือสอง อัตราดอกเบี้ยอาจสูงกว่า ดังนั้นควรหาข้อมูลอัตราดอกเบี้ยจากสถาบันการเงินต่างๆเพื่อเปรียบเทียบและวิเคราะห์รายละเอียดอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน เปรียบเทียบระหว่าง ซื้อบ้านใหม่ และ ซื้อบ้านมือสอง   บ้านใหม่  ข้อดี คือ สามารถเลือกได้ตามความต้องการ และสามารถรับประกันสิ่งส่งมอบใหม่ทั้งหมดสามารถปรับเปลี่ยน และ อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ข้อเสีย คือ ราคาสูงกว่าบ้านมือสอง ต้องรอส่งมอบเสร็จสิ้นก่อนที่จะสามารถย้ายเข้าไปอยู่ได้ การตรวจสอบการก่อสร้างโครงสร้างว่าเป็นไปตามมาตรฐาน เพราะจะเกิดปัญหาต่างๆ เข้ามา เช่น โครงสร้าง เสาเข็มก่อสร้างถูกต้องตามหลักวิศวกรรมหรือไม่ กรณีบ้านใหม่อาจจะส่งผลต่างๆ ที่ลักษณะการก่อสร้างยังไม่เข้าที่ เช่น การทรุดตัวของดิน   บ้านมือสอง ข้อดี คือ ราคาถูกกว่าบ้านใหม่ อยู่ในสถานที่ที่มีความเป็นมาแล้ว และมีการจัดสวนหรือปรับปรุงบ้านก่อนหน้านั้นอย่างเต็มที่ สามารถเข้าไปอยู่ได้ทันที ข้อเสีย คือ อาจมีความเสียหายที่ไม่ได้แจ้ง ซึ่งอาจจะต้องเสียเวลาแก้ไขปัญหา ต้องการงบประมาณสำหรับการปรับปรุง หรือ ซ่อมแซม เนื่องจากการเสื่อมสภาพตามระยะเวลา   บ้านมือหนึ่ง VS บ้านมือสอง เลือกแบบไหนคุ้มกว่าในยุคนี้ การซื้อบ้านสักหลังเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต ซึ่งนอกจากจะต้องวางแผนเรื่องการสมัครสินเชื่อแล้ว เรายังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรเลือกบ้านมือหนึ่งหรือบ้านมือสอง แต่ละแบบมีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร และอะไรที่เหมาะสมกับความต้องการและสถานะทางการเงินของเรามากที่สุด มาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับบ้านทั้งสองแบบ และค้นหาคำตอบว่าแบบไหนคุ้มค่ากว่ากันในยุคนี้ บ้านมือหนึ่งหรือบ้านใหม่จากโครงการมีเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้ซื้อหลายคน ด้วยความใหม่ ทันสมัย และการออกแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ มาดูกันว่าบ้านมือหนึ่งมีจุดเด่นอะไรบ้าง   บ้านมือหนึ่ง บ้านมือหนึ่งทุกอย่างใหม่หมด มาพร้อมกับความใหม่ทั้งโครงสร้าง วัสดุ และงานระบบต่าง ๆ คุณจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ในระยะแรก นอกจากนี้ยังได้เลือกแบบบ้านและการตกแต่งภายในที่ตรงใจ ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเพิ่มเติม มีประกันหลังการขายจากโครงการมักมาพร้อมกับการรับประกันคุณภาพจากผู้พัฒนาโครงการ ซึ่งครอบคลุมทั้งโครงสร้างบ้าน วัสดุ และงานระบบต่างๆ เป็นระยะเวลา 1-5 ปี ทำให้คุณสบายใจได้ว่าหากเกิดปัญหาจะมีผู้รับผิดชอบในการแก้ไข โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม กู้สินเชื่อได้ง่ายกว่า สถาบันการเงินมักให้ความเชื่อมั่นกับบ้านมือหนึ่งมากกว่า เนื่องจากมีราคาประเมินที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน ทำให้การขอสินเชื่อบ้านทำได้ง่ายกว่า และมักได้รับวงเงินกู้สูงกว่า บางครั้งอาจได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าด้วย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำหรับผู้ที่ต้องการกู้เงินซื้อบ้าน บ้านมือสอง บ้านมือสองก็มีเสน่ห์และข้อได้เปรียบที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดงบประมาณหรือต้องการทำเลที่ตั้งเฉพาะ ราคาถูกกว่าและต่อรองได้ บ้านมือสองมักมีราคาที่ถูกกว่าบ้านมือหนึ่งในทำเลเดียวกัน เนื่องจากมีค่าเสื่อมราคาแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถต่อรองราคากับเจ้าของบ้านได้โดยตรง ซึ่งอาจทำให้ได้ราคาที่ถูกลงไปอีก ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัดหรือต้องการประหยัดเงินในการซื้อบ้าน เห็นบ้านและสภาพแวดล้อมจริง การซื้อบ้านมือสองทำให้คุณได้เห็นสภาพบ้านและสิ่งแวดล้อมจริงก่อนตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าจะเป็นขนาดพื้นที่ใช้สอย ทิศทางแสงแดด ลม หรือสภาพชุมชนโดยรอบ ทำให้สามารถประเมินได้ว่าบ้านนั้นเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณจริงหรือไม่ ลดความเสี่ยงในการผิดหวังหลังจากเข้าอยู่จริง พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที บ้านมือสองส่วนใหญ่พร้อมเข้าอยู่ได้ทันทีหลังจากการซื้อ-ขายเสร็จสิ้น ไม่ต้องรอการก่อสร้างหรือตกแต่งเพิ่มเติม นอกจากนี้บางบ้านอาจมาพร้อมกับเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ตกแต่งบ้านที่เจ้าของเดิมทิ้งไว้ให้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อของใหม่และสะดวกในการเข้าอยู่   สรุปแล้ว… ไม่ว่า ซื้อบ้านใหม่ หรือ ซื้อบ้านมือสอง ก็แค่เลือกให้เหมาะสมกับความต้องการของตัวเองเพียงเท่านี้ คุณก็จะได้บ้านที่ตรงใจแล้วค่ะ…   สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property   ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service >>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด >>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด >>> บริการบริหารและจัดการคอนโด LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/   #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด

05 กุมภาพันธ์ 2025
MRR คืออะไร? หากคิดจะกู้บ้าน กู้คอนโด ห้ามพลาดเรื่องการคำนวณดอกเบี้ย

MRR คืออะไร? หากคิดจะกู้บ้าน กู้คอนโด ห้ามพลาดเรื่องการคำนวณดอกเบี้ย

MRR คืออะไร? และหากคิดจะกู้บ้าน กู้คอนโด ห้ามพลาดเรื่องการคำนวณดอกเบี้ย การวางแผนกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ และสิ่งหนึ่งที่หลายคนมักมองข้าม คือ MRR หรือ Minimum Retail Rate ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารใช้ในการคำนวณดอกเบี้ย สำหรับสินเชื่อบุคคลทั่วไป เช่น สินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อคอนโด   MRR (Minimum Retail Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนดขึ้นสำหรับลูกค้ารายย่อย โดยจะถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์พื้นฐานในการคำนวณดอกเบี้ยสินเชื่อ เช่น การกู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อคอนโด หรือสินเชื่อ เพื่อการอุปโภคบริโภคอื่นๆ ธนาคารแต่ละแห่งจะมีการกำหนด MRR ที่แตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ต้นทุนการดำเนินงาน เศรษฐกิจ และนโยบายของแต่ละธนาคาร ดังนั้น ผู้กู้ควรเปรียบเทียบ MRR ของแต่ละธนาคารก่อนตัดสินใจกู้เงิน   MRR มีความสำคัญอย่างไรในการกู้บ้านหรือคอนโด? เป็นเกณฑ์ในการคำนวณดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่คุณต้องชำระในแต่ละเดือนมักจะถูกคำนวณจาก MRR บวกหรือลบส่วนต่าง (Spread) ตัวอย่างเช่น หากธนาคารกำหนดว่าอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านคือ MRR -1% และ MRR ของธนาคารนั้นคือ 5% ดอกเบี้ยที่คุณต้องชำระจริงจะเท่ากับ 5.5% ต่อปี ช่วยเปรียบเทียบข้อเสนอของธนาคาร MRR เป็นตัวเลขที่ทำให้คุณสามารถเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณกำลังมองหาดีลสินเชื่อบ้านที่ดีที่สุด ส่งผลต่อยอดชำระรายเดือน ยิ่ง MRR ต่ำ ดอกเบี้ยก็จะต่ำลง ซึ่งหมายความว่ายอดเงินที่ต้องชำระในแต่ละเดือนจะลดลงด้วย วิธีตรวจสอบ MRR ของธนาคาร เข้าไปที่เว็บไซต์ของธนาคารที่คุณสนใจ ธนาคารมักจะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับอัตรา MRR ไว้อย่างชัดเจน สอบถามเจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคารโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลล่าสุดและเงื่อนไขต่างๆ เปรียบเทียบข้อมูล MRR จากหลายธนาคารเพื่อเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุด   ข้อควรระวังเกี่ยวกับ MRR MRR ไม่ได้คงที่ อัตรา MRR อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของธนาคารหรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ อย่าดูเฉพาะ MRR อย่างเดียว บางครั้งธนาคารอาจให้ MRR ต่ำ แต่มีค่าธรรมเนียมแฝง หรือเงื่อนไขที่อาจไม่เหมาะสมกับคุณ ดังนั้นควรพิจารณาเงื่อนไขทั้งหมดก่อนตัดสินใจ สรุปส่งท้าย MRR คืออะไร? MRR ก็คือ ปัจจัยสำคัญที่ต้องรู้และเข้าใจก่อนการซื้อกู้บ้านหรือคอนโด เพราะส่งผลต่อดอกเบี้ย และยอดชำระรายเดือนของคุณโดยตรง การศึกษาและเปรียบเทียบอัตรา MRR จากธนาคารต่างๆ จะช่วยให้คุณสามารถเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมที่สุดได้   สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property   ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service >>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด >>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด >>> บริการบริหารและจัดการคอนโด LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/   #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

31 มกราคม 2025
Yield คืออะไร? และกี่เปอร์เซ็นต์ที่เหมาะสมกับการลงทุน

Yield คืออะไร? และกี่เปอร์เซ็นต์ที่เหมาะสมกับการลงทุน

ยิลด์ ( Yield ) เป็นคำที่พบได้บ่อยในโลกของการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้น พันธบัตร กองทุนรวม และสินทรัพย์อื่นๆ ยิลด์เป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่นักลงทุนใช้ในการประเมินผลตอบแทนของการลงทุนในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์ต่อปี แล้วคำว่ายิลด์จริงๆ นั้น หมายถึงอะไร? และยิลด์กี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะเหมาะสมกับการลงทุน? วันนี้เรามาสรุปมาให้แล้วค่ะ…   ความหมายของคำว่า ยิลด์ ( Yield ) Yieldคือ อัตรา ผลตอบแทน จากการลงทุนที่แสดงในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์ โดยคำนวณจากรายได้ เช่น ดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ที่ได้รับจากสินทรัพย์นั้น เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าของการลงทุน ตัวอย่างเช่น หากคุณลงทุนในพันธบัตรที่มีราคาหน้าตั๋ว 1,000 บาท และได้รับดอกเบี้ยปีละ 50 บาท ยิลด์จะเท่ากับ 5% (50 ÷ 1,000 x 100) สำหรับหุ้น ยิลด์อาจคำนวณจากเงินปันผลที่ได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับราคาหุ้นในตลาด ยิลด์มีหลายประเภท เช่น Dividend Yield (ยิลด์จากเงินปันผล) และ Bond Yield (ยิลด์จากพันธบัตร) ซึ่งนักลงทุนสามารถ เลือกใช้ตามประเภทของสินทรัพย์ที่สนใจ   ปัจจัยที่มีผลต่อยิลด์ ประเภทของสินทรัพย์ สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาล มักให้ยิลด์ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น กองทุนรวม หรืออสังหาริมทรัพย์ สภาพเศรษฐกิจ ในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโต ยิลด์จากหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงสูงมักเพิ่มขึ้น ในขณะที่ช่วงเศรษฐกิจซบเซา ยิลด์จากพันธบัตรหรือสินทรัพย์ปลอดภัยจะเป็นที่นิยม อัตราดอกเบี้ย เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้น ยิลด์จากก็มักปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม   ยิลด์กี่เปอร์เซ็นต์ที่เหมาะสมกับการลงทุน? ไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่า… ยิลด์กี่เปอร์เซ็นต์ที่เหมาะสม เนื่องจากขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนและความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถพิจารณาแนวทางเบื้องต้นได้ดังนี้ สำหรับนักลงทุนที่เน้นความปลอดภัย หากคุณต้องการความมั่นคงและไม่อยากเสี่ยง ยิลด์ที่เหมาะสมอาจอยู่ในช่วง 2-5% เช่น การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือกองทุนตราสารหนี้ สำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้บ้าง: การลงทุนในหุ้นที่มีปันผล อาจให้ยิลด์ในช่วง 4-7% ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นแต่ยังต้องการความมั่นคงในระดับหนึ่ง สำหรับนักลงทุนที่เน้นผลตอบแทนสูง หากคุณพร้อมรับความเสี่ยง การลงทุนในหุ้นเติบโตหรือกองทุนรวมที่มุ่งเน้นผลตอบแทนสูง อาจให้ยิลด์ตั้งแต่ 7% ขึ้นไป แต่ควรระมัดระวัง เนื่องจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เคล็ดลับในการเลือกยิลด์ที่เหมาะสม วิเคราะห์ความเสี่ยง อย่ามองแค่ยิลด์ที่สูง แต่ควรพิจารณาความเสี่ยงที่มาพร้อมกับผลตอบแทน เปรียบเทียบกับตลาด ตรวจสอบว่ายิลด์ของสินทรัพย์ที่คุณสนใจสอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของตลาดหรือไม่? กระจายการลงทุน ไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ยิลด์สูงเพียงอย่างเดียว ควรกระจายการลงทุนเพื่อบริหารความเสี่ยง   สรุปส่งท้าย ยิลด์ เป็นตัวชี้วัดสำคัญ ที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจถึง ผลตอบแทน จากการลงทุน อย่างไรก็ตาม การเลือกยิลด์ที่เหมาะสมไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาถึงเป้าหมาย ความเสี่ยง และสภาพตลาดในช่วงเวลานั้นด้วย การศึกษาและวางแผนอย่างรอบคอบจะช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกยิลด์ที่ตอบโจทย์และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้ในระยะยาว สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property   ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service >>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด >>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด >>> บริการบริหารและจัดการคอนโด   LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/   #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

28 มกราคม 2025
มัดรวม 10 ทำเล คอนโดฮอตฮิต ที่คนเช่าเยอะ ที่สุด ตลอดปี 2024

มัดรวม 10 ทำเลคอนโดฮอตฮิต ที่คนเช่าเยอะที่สุด ตลอดปี 2024

ต้นปีแบบนี้ Amber ขอพาไปส่อง ทำเลทอง คอนโดฮอตฮิต ที่คนเช่าเยอะที่สุด มีการค้นหามากสุด! ในปี 2024 จะมีที่ไหนบ้าง ตามเราไปดูกันเลยค่ะ…   จากผลการค้นหาแหล่ง ทำเลที่มีคนเช่าคอนโด รีเสิร์ชหามากที่สุดในกรุงเทพ และพร้อมที่จะควักเงินก้อนใหญ่ลงทุนซื้อคอนโดปล่อยเช่าในอนาคต 10 อันดับแรก ก็หนีไม่พ้นย่านเศรษฐกิจ แนวรถไฟฟ้า และเขตชานเมืองที่เดิมทางสะดวก โดยอันดับที่ 1 – 4 เรียกได้ว่าเป็นย่านเศรษฐกิจของแต่ละโซนในกรุงเทพ อันดับ 5 – 7 ใกล้แนวรถไฟฟ้า และอันดับ 8 – 10 เป็นเขตชานเมืองที่เดินทางสะดวกสบายขึ้น ***ข้อมูลอ้างอิงจากผลการค้นหาแหล่ง ‘เช่าคอนโด’ ที่คนเสิร์ชหามากที่สุดในกรุงเทพ   เริ่มจากอันดับที่ 1 – 4 เรียกได้ว่า… เป็นย่านเศรษฐกิจของแต่ละโซนในกรุงเทพฯ เลย   อันดับที่ 1 ต้องยอมให้ย่านนี้จริงๆ สุขุมวิทตอนต้น ได้แก่ อโศก ทองหล่อ เอกมัย (ผลการค้นหา 36,549 รายการ) โดยเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว เรียกได้ว่า… เป็นย่านออฟฟิศ และเศรษฐกิจหลากหลายประเภทรวมตัวกันอยู่ในย่านนี้ จึงไม่แปลกใจที่จะมีผู้คนต้องการคอนโดให้เช่าจำนวนมาก ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ   อันดับ 2 โซนพระราม 9 จนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ (ผลการค้นหา 34,089 รายการ) เส้นทางหลักรถไฟฟ้าสาย MRT เป็นย่านธุรกิจสำคัญ ที่มีทั้งสถานศึกษาชั้นนำ ศูนย์การค้า และออฟฟิศมากมาย จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทำเลทองที่ Investor ควรจับตามอง เพราะมีกลุ่มคนทั้งพนักงานออฟฟิศ และนักศึกษาเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก   อันดับ 3 สุขุมวิทตอนกลาง พระโขนง – อ่อนนุช – อุดมสุข (ผลการค้นหา 32,675 รายการ) ส่วนต่อขยายเส้นทางเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวเช่นเดียวกัน แต่อยู่ในช่วงสุขุมวิทส่วนกลาง จนถึงตอนปลาย เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่น่าจับตามองเพราะการเดินทางที่สะดวกด้วยรถไฟฟ้า ใกล้ทางด่วนหลายสาย และมีคอมมูนิตี้มอลหรือห้างสรรพสินค้าที่อำนวยความสะดวกมากขึ้นเรื่อยๆ   อันดับ 4 โซนรัชดา และห้วยขวาง (ผลการค้นหา 17,629 รายการ) มาถึงอีกย่านที่น่าจับตามองเรียกได้ว่าเชื่อมต่อทั้งรถไฟฟ้า BTS และ MRT ได้ง่าย เป็นแหล่งเศรษฐกิจที่มีลูกค้ากลุ่มคนจีนมากมาย รวมไปถึงแหล่งออฟฟิศ มหาวิทยาลัย และห้างสรรพสินค้าสุดคึกคักแห่งหนึ่งในกรุงเทพ   อันดับ 5 โซนลาดพร้าว (ผลการค้นหา 11,473 รายการ) ลาดพร้าวตอนต้นที่เริ่มจากห้าแยกลาดพร้าว จนถึงเลียบด่วนรามอินทรา เป็นอีกทำเลทองที่อุดมไปด้วยห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร แหล่งออฟฟิศ และจุดเชื่อมต่อการเดินทางหลายสาย   อันดับ 6 สุขุมวิทตอนปลาย บางนา – แบริ่ง – ราม 2 (ผลการค้นหา 11,313 รายการ) ทำเลทองที่ Investor มองข้ามไม่ได้เรียกได้ว่ามีครบทั้งห้างสรรพสินค้า แหล่งศึกษา และเส้นทางเชื่อมต่อได้ทั้งรถไฟฟ้า, Airport Link และทางด่วน   อันดับ 7 ย่านธุรกกิจอีก 1 ที่ คือ โซนสาทร – นราธิวาส – เจริญกรุง (ผลการค้นหา 9,339 รายการ) ถึงจะไม่ใช่ย่านใหม่ แต่อนาคตน่าสนใจไม่น้อย เพราะด้วยความเป็นย่านเศรษฐกิจหลักที่มีทั้งโรงเรียนชั้นนำ โรงพยาบาล และเป็นที่ตั้งของออฟฟิศใจกลางเมืองมากมาย จึงเป็นทำเลทองที่น่าสนใจสำหรับ Investor ไม่น้อยเลยทีเดียว   อันดับ 8 เขตชานเมือง บางซื่อ – วงศ์สว่าง – เตาปูน (ผลการค้นหา 9,212 รายการ) ด้วยเส้นทางการเดินรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง ที่เข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้ผู้คนเริ่มกระจายเข้าสู่พื้นที่ทำเลทองนี้มากขึ้น เพราะเชื่อมต่อได้ทั้งในเมือง และปริมณฑล รวมไปถึงย่านชุมชน และห้างสรรพสินค้า อันดับ 9 โซนรามคำแหง – หัวหมาก (ผลการค้นหา 9,051 รายการ) ใครบอกว่า… รามคำแหง หัวหมากอยู่นอกเมืองอาจจะต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เพราะการเดินทางเข้าถึงสะดวกไม่ว่าจะทางด้วย หรือรถไฟฟ้า เป็นอีกหนึ่งย่านทำเลทองที่น่าจับตามองสุดๆ   อันดับ 10 โซนศูนย์ราชการ ย่านรัตนาธิเบศร์ – สนามบินน้ำ – พระนั่งเกล้า (ผลการค้นหา 8,373 รายการ) เป็นอีกย่านทำเลทอง ที่ผู้คนหาคอนโดให้เช่าอยู่พอสมควร ด้วยเป็นแหล่งของข้าราชการ ห้างสรรพสินค้า และเสริมความสะดวกด้วยรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง แถมยังมีทางด่วนเชื่อมต่อเข้าเมืองได้สะดวสบายสุดๆ และนี่คือ 10 อันดับ ทำเลทอง คอนโดฮอตฮิต ที่คนเช่าเยอะที่สุด แห่งปี 2024 หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการลงทุนอสังหา ก็อย่าลืม ตรวจเช็คทำเล เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า และเหมาะสมกันด้วยนะคะ   สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property   ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service >>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด >>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด >>> บริการบริหารและจัดการคอนโด   LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/   #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ  

23 มกราคม 2025
กรองมาให้แล้ว! ธุรกรรมเกี่ยวกับกรมที่ดิน ผ่านระบบออนไลน์

กรองมาให้แล้ว! ธุรกรรมเกี่ยวกับกรมที่ดิน ผ่านระบบออนไลน์

กรองมาให้แล้ว! ธุรกรรมเกี่ยวกับกรมที่ดิน ที่สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ ได้!! ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยเสียเวลา ครึ่งวันค่อนวัน เพื่อทำธุรกรรม ที่ กรมที่ดิน ต่อไปนี้ ไม่ต้องเสียเวลามากขนาดนั้นแล้ว… เพราะ กรมที่ดิน เปิดโอกาสให้คนที่ต้องการซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ซื้อที่ดิน หรือแม้แต่การทำธุรกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรมที่ดิน ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน SmartLands และ e-QLands ทั้งในระบบ IOS และ Android ฟรี! โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เชื่อมต่อทุกการเข้าถึงและการบริการของกรมที่ดินไว้ช่องทางเดียว เพื่อลดขั้นตอน ค่าใช้จ่าย และประหยัดเวลาไปได้เยอะ   ก่อนอื่น มาทำความรู้จัก กับแอปพลิเคชัน SmartLands Application   SmartLands Application คือ แอปพลิเคชัน ที่ถูกทำขึ้นโดยกรมที่ดิน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและการบริการต่างๆ ของกรมที่ดินได้ง่าย สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และลดความหนาแน่นในการเดินทางไปทำธุรกรรมที่กรมที่ดิน โดยให้บริการมากสุด 18 รายการ ดังนี้ สารานุกรมที่ดิน ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจด้านที่ดินที่สำคัญและจำเป็นสำหรับประชาชน “e-QLands” จองคิว เพื่อยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการรังวัดล่วงหน้า LandsMaps เป็นการค้นหารูปแปลงที่ดิน การตรวจสอบราคาประเมินที่ดิน การค้นหาที่ตั้งของสำนักงานที่ดิน การคำนวณภาษีอากร และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ขั้นตอนการทำธุรกรรม ณ กรมที่ดิน การค้นหาข้อมูลนิติบุคคลจัดสรรที่ดินอาคารชุด การค้นหาประกาศที่ดิน (e-LandsAnnouncement) การเข้าถึงเว็บไซต์ของกรมที่ดิน การร้องทุกข์-ร้องเรียน ผ่านระบบ e-Contact DC ติดต่อกรมที่ดินผ่าน LINE : @teedin ข่าวการจัดซื้อ-จัดจ้างงาน ของกรมที่ดิน ระบบถาม-ตอบอัตโนมัติ การตรวจสอบค่าใช้จ่ายในการรังวัดที่ดิน โครงการบอกดิน และรายละเอียดต่างๆ ประเมินความพึงพอใจในงานบริการ ค้นหา นสล. หรือ หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ที่จะมีการปักป้ายที่สาธารณประโยชน์ชัดเจน สามารถตรวจสอบแนวเขตได้ เมื่อมีการบุกรุก หรือลดข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์     ขั้นตอนง่ายๆ จองคิวโอนบ้าน โอนคอนโด ล่วงหน้า ผ่านแอป e-QLands สะดวกกว่าที่เคย!   e-QLands เป็นแอปพลิเคชันที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนที่ต้องการคำขอจองคิวจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างๆ หรือจองคิวรังวัดที่ดินแบบออนไลน์ โดยสามารถจองคิวล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ได้ 24 ชั่วโมง โดยผู้ที่ต้องการทำธุรกรรมต่างๆ สามารถอัปโหลดเอกสารที่เกี่ยวข้อง ลงไปในแอปฯ เพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมที่ดินตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนถึงเวลานัดหมายจริง จะได้ประหยัดเวลา ลดขั้นตอนการทำธุรกรรม ณ สำนักงานเขตที่ดิน ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครและสาขาอื่นๆ ที่สามารถจองคิวได้ล่วงหน้า ดังนี้ สาขาบางเขน สาขาพระโขนง สาขาบางกอกน้อย สาขาบางกะปิ สาขาหนองแขม สาขามีนบุรี สาขาห้วยขวาง สาขาจตุจักร สาขาธนบุรี สาขาลาดพร้าว สาขาดอนเมือง สาขาบึงกุ่ม สาขาประเวศ สาขาหนองจอก สาขาลาดกระบัง สาขาบางขุนเทียน ทั้งนี้แอป e-QLands  สามารถใช้ยื่นจองคิวฝ่ายทะเบียน จองคิวฝ่ายรังวัด แนบไฟส์เอกสารหรือรูปถ่าย ประกอบการจองคิวแบบออนไลน์ รวมถึงการแจ้งเตือนยื่นจองคิว งานทะเบียนหรือรังวัด แบบเรียลไทม์ 5 วิธีจองคิวทำธุรกรรมต่างๆ ณ กรมที่ดิน ผ่านแอป e-QLands ขั้นตอนการจองคิว พร้อมแนบเอกสาร ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานกรมที่ดิน ในเขตต่างๆ ที่เข้าร่วมการจองคิวล่วงหน้า ผ่านแอป e-QLands มี 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ ดาวน์โหลดแอป e-QLands ผ่านระบบ iOS และ Android ลงทะเบียน พร้อมใส่ข้อมูลส่วนตัว และเข้าระบบ ยื่นคำขอจองคิว พร้อมระบุรายละเอียดติดต่อดังนี้ กรมที่ดิน เขตที่ต้องการติดต่อ วันที่ต้องการไปทำธุรกรรม เลือกประเภทธุรกรรมที่ต้องการดำเนิน ระหว่าง “จองคิวจดทะเบียนสิทธิ” หรือ “จองคิวรังวัดที่ดิน” ระบุเลขที่และประเภทเอกสารสิทธิ / เลขที่ดิน แนบเอกสารที่เกี่ยวข้อง กรณียื่นขอรังวัด สามารถกำหนดวันรังวัดผ่านระบบได้ ตรวจสอบผลการจองคิวพร้อมยืนยัน จากนั้นรอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและติดต่อกลับ เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบเอกสาร ที่ผู้ทำธุรกรรมแนบมากับระบบออนไลน์ แจ้งเตือนการติดตามสถานการณ์ยื่นคำขอ และรอติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน หากมีการตรวจสอบพบว่าแนบเอกสารไม่ครบ เจ้าหน้าที่จะทำการแจ้งเตือนเป็นข้อความตอบกลับ เมื่อถึงวัดนัดทำธุรกรรม ณ กรมที่ดินในเขตนั้นๆ แสดงรูปใบจองคิวแก่เจ้าหน้าที่ พร้อมทำธุรกรรมได้เลย แต่หากติดภารกิจ ไม่สามารถมาในวันที่นัดหมายได้ สามารถแจ้งเลื่อนนัดได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้รหัสใหม่ สรุปส่งท้าย ธุรกรรมเกี่ยวกับกรมที่ดิน สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้แล้ว! ประหยัดเวลา ถูกใจคนรุ่นใหม่ และคนเมืองที่ต้องเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา โดยข้อดีของการทำธุรกรรมที่ดินออนไลน์ คือ สะดวก รวดเร็ว, บางธุรกรรมสามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปกรมที่ดินอีกแล้ว, ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดค่าธรรมเนียม, ตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย ลดความเสี่ยงถูกฉ้อโกง, ใช้ง่าย เข้าถึงได้ไว ทำธุรกรรมได้ผ่านมือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ได้เลย…   และในยุคที่เราสามารถทำธุรกรรมที่ดินผ่านระบบช่องทางออนไลน์ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกต่อคนซื้อ ขาย โอนอสังหาฯ เป็นอย่างมาก   สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่ Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property   ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service >>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด >>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด >>> บริการบริหารและจัดการคอนโด   LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/   #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ

21 มกราคม 2025
พาส่องทำเลราคาที่ดิน ที่มีการปรับเพิ่มขึ้น 5-15% ในปี 2568

พาส่องที่ดินทำเลทอง ที่มีการปรับเพิ่มขึ้น 5-15% ในปี 2568

พาส่อง ที่ดินทำเลทอง ราคาที่ดินมีแนวโน้มพุ่งสูง ในปี 2568 โดยคาดว่า… จะมีอัตราการปรับเพิ่มขึ้น 5-15% และเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงทุน หรือเลือกที่อยู่อาศัยใหม่สำหรับผู้คนทั่วไป… วันนี้ Amber Realty ได้รวบรวมข่าวสารมาไว้ให้แล้วค่ะ.. ที่ดินทำเลทอง ที่มีการปรับเพิ่มขึ้น 5-15% ในปี 2568 เทรนด์ราคาที่ดิน ในปี 2568 มีแนวโน้มปรับขึ้นได้ถึง 5-10% สวนทางแนวโน้มเศรษฐกิจ ที่ยังชะลอตัว โดยหากมองภาพรวมจะมีแนวโน้มปรับขึ้นอีก 5-15% ทั่วประเทศไทย และทำเลที่ดินใน 10 ที่ของเมืองกรุงยังเป็นทำเลเดิมๆ อาทิ ชิดลม ถึง เพลินจิต ครองแชมป์ ยืนพื้นที่ ทำเลราคาแพงสุด อัตราซื้อ-ขายตารางวาละ 3.75 ล้าน และในต่างจังหวัดทำเลที่โดดเด่น คือ  จังหวัดเชียงใหม่, จังหวัดนครราชสีมา,จังหวัดชลบุรี, จังหวัดภูเก็ต ปรับขึ้นสูงสุด 5-15% แต่จากการศึกษาและวิเคราะห์ที่ดินจังหวัดภูเก็ต มีแนวโน้มขยับ ปรับราคาแรงแซงกรุงเทพเสียอีก… จากผลการสำรวจของนายปริสุทธิ์ รอดจากภัย ผู้อำนวยการฝ่ายสำรวจวิจัย บริษัท โปรสเปค แอพเพรซัล จำกัด พบว่า… ในปี 2567 ทำเลที่มีราคาซื้อ-ขายสูงสุดในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล 10 อันดับแรก ได้แก่ ถนนชิดลม – เพลินจิต 3,750,000 บาท/ตารางวา ถนนวิทยุ 3,100,000 บาท/ตารางวา ถนนสุขุมวิทตอนต้น 2,940,000 บาท/ตารางวา ถนนสุขุมวิท 21 อโศก 2,730,000 บาท/ตารางวา ถนนสีลม 2,700,000 บาท/ตารางวา ถนนสาทร 2,400,000 บาท/ตารางวา ถนนสุขุมวิท เอกมัย 1,950,000 บาท/ตารางวา ถนนเยาวราช : 1,900,000 บาท/ตารางวา ถนนพญาไท : 1,850,000 บาท/ตารางวา ถนนพหลโยธินตอนต้น : 1,800,000 บาท/ตารางวา โดยที่ดินติดรถไฟฟ้าสายเก่า และสายใหม่ นับเป็น ที่ดินทำเลทอง มีการปรับขึ้นยกแผง ทั้งนี้ ทำเลที่ดินปรับราคาสูงขึ้นอยู่ในทำเลใกล้กับแนวรถไฟฟ้าทั้งสายใหม่และสายเก่า เพราะตอบโจทย์ความสะดวกสบายในการเดินทาง ใกล้แหล่งใช้ชีวิตและใกล้ที่ทำงาน อาทิ เขตทวีวัฒนา บางแค บางพลัด ธนบุรี ตลิ่งชัน ดอนเมือง บางนา วัฒนา สะพานสูง สายไหม มีนบุรี สวนหลวง… และโซนจังหวัดปริมณฑล เช่น อำเภอเมืองนนบุรี อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และอำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวของเมือง นอกจากนี้เมืองหลัก หรือ เมืองท่องเที่ยว ก็มีแนวโน้ม ราคาที่พุ่งสูงขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นโซนภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ แนวโน้มปี 2568 ขึ้นเฉลี่ย 5-10% เทียบกับปี 2567 เนื่องจากเป็นทั้งจังหวัดหัวเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยว โดยปีนี้มีเหตุการณ์พิเศษจากอุทกภัย ทำให้โซนการอยู่อาศัยเด่นชัดขึ้น คาดว่าขยายพื้นที่เมืองออกไปทาง 3 อำเภอหลัก คือ สันทราย, สันกำแพง และฝาง ซึ่งมีการขยายตัวของโครงการที่พักอาศัย แหล่งชุมชน และพาณิชยกรรม และมีโครงการสนามบินนานาชาติเชียงใหม่แห่งที่ 2 ในพื้นที่อีกด้วย ภาคอีสาน จังหวัดนครราชสีมา มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเฉลี่ย 5-10% จากการเป็นหัวเมืองใหญ่และเป็นเมืองท่องเที่ยว โดยเฉพาะอำเภอปากช่องที่มีเขาใหญ่เป็นแหล่งดึงดูดการลงทุน ภาคตะวันออก โผล่ออกที่จังหวัดชลบุรี แนวโน้มปรับขึ้นเฉลี่ย 5-10% จุดโฟกัสอยู่ที่ 2 ทำเลหลัก คือ อำเภอบางละมุง และเมืองพัทยา ภาคใต้ ทำเลที่โดดเด่นตลอดกาล ต้องยกให้ จังหวัดภูเก็ต มีแนวโน้มปรับขึ้นเฉลี่ย 10-15% แปลงที่เห็นราคาแพงในปี 2567 ยังเป็นเทรนด์การปรับราคาขาขึ้นในปี 2568 โดยเฉพาะทำเลติดหาดซึ่งนับวันจะหายากมากขึ้น ส่วนพื้นที่ภูมิภาคอื่นๆ พบว่า… จังหวัดสงขลา ราคาซื้อ-ขายที่ดินในปี 2567 สูงสุด รองจากกรุงเทพฯ ซื้อ-ขายเฉลี่ย 400,000 บาท/ตารางวา และจังหวัดเชียงใหม่ซื้อ-ขายสูงสุดเฉลี่ย 250,000 บาท/ตารางวา   ปัจจัยที่มีผลต่อการปรับราคาที่ดินในแต่ละทำเล ตัวแปรหลักมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ทั้งถนน รถไฟฟ้า สนามบิน ทำให้เกิดการขยายของเมือง การเดินทางที่สะดวกขึ้น ทำให้เกิดการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้ซื้อ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนขยายการลงทุน โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ส่งผลต่อการปรับขึ้นของราคาที่ดินอย่างมีนัยสำคัญ   รวมทั้งโซนกรุงเทพกรีฑา พุทธมณฑลสายต่างๆ ก็บูมไม่แพ้กัน   นายปริสุทธิ์กล่าวต่อว่า เจาะลึกทำเลเด่นในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล พบมีอย่างน้อย 4 ทำเลน่าสนใจ แบ่งเป็น 2 ทำเลที่เหมาะสำหรับการพัฒนาโครงการบ้านแนวราบ ได้แก่   1.กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ ช่วงถนนศรีนครินทร์ ถึง ถนนร่มเกล้า เขตสะพานสูง รองรับการขยายตัวของเมืองทางด้านกรุงเทพ ฝั่งตะวันออก โดยถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ ได้รับฉายา “เบเวอร์ลี่ฮิลส์เมืองไทย” เป็นถนนตัดใหม่มีขนาดใหญ่ เชื่อมต่อกับถนนหลักอื่นๆ อาทิ ถนนพระราม 9, ถนนศรีนครินทร์, ถนนมอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-ชลบุรี, ถนนรามคำแหง, ถนนร่มเกล้า, ถนนบางนา-ตราด ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่อาศัยขนาดกลางและใหญ่เกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก   2.ทำเลถนนพุทธมณฑลสาย 1-2 เขตตลิ่งชันและเขตทวีวัฒนา รองรับการขยายตัวของเมืองด้านกรุงเทพ ตะวันตก เชื่อมต่อถนนได้หลายเส้นทาง ทั้งถนนบรมราชชนนี, ถนนเพชรเกษม, ถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4, และถนนกาญจนาภิเษก ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากรถไฟฟ้าสีแดง ทางด่วน และถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 ซึ่งเป็นถนนตัดใหม่ ทำให้การเดินทางเข้าเมืองและโรงพยาบาลศิริราชสะดวกมากขึ้น ทำให้มีการลงทุนบ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์เกิดขึ้นหลายโครงการ เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลธนบุรี คอนโดปักหมุดจรัญฯ-กรุงธนบุรี   และอีก 2 ทำเล ที่เหมาะกับการพัฒนาคอนโดมิเนียม คือ   1.ถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางกอกน้อย ช่วงสามแยกไฟฉายได้รับปัจจัยบวกจากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เดินทางเข้าเมืองสะดวก อยู่ใกล้โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลธนบุรี สินค้าคอนโด ได้รับความนิยมจากลูกค้าบุคลากรทางการแพทย์และข้าราชการที่ทำงานในโซนกรุงเทพ ชั้นใน   2.ถนนกรุงธนบุรี ช่วงรอยต่อเขตธนบุรีกับเขตคลองสาน เชื่อมต่อถนนได้หลายเส้นทาง อาทิ ถนนสาทรเหนือ ถนนรัชดาภิเษก ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน ถนนเจริญนคร ได้รับปัจจัยบวกจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับเขตสาทรโดยสะพานตากสิน การเดินทางเข้าเมืองสะดวกมากขึ้น เจาะลูกค้าพนักงานออฟฟิศในย่านสาทร สีลม ที่มองหาห้องชุดราคาไม่แพงมากนัก และเดินทางไม่ไกลที่ทำงาน โดยสรุป ที่ดินทำเลทอง ราคาที่ดินปี 2568 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการลงทุน ทั้งเพื่อการพัฒนาอาคารพาณิชย์ และที่อยู่อาศัย โดยการปรับตัวขึ้นของราคาในแต่ละทำเลที่ดิน จะขึ้นมากหรือน้อยมีปัจจัยเรื่อง อุปสงค์ (Demand) และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ในทำเลเป็นองค์ประกอบด้วย และจะเห็นว่า… ทำเลราคาที่ดินที่แพงขึ้นมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นทำเลที่มีการเดินทางสะดวก ใกล้แนวรถไฟฟ้า ใกล้แหล่งงาน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต ตอบโจทย์การอยู่อาศัยเป็นหลักนั่นเอง… สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property   ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service >>> บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด >>> บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด >>> บริการบริหารและจัดการคอนโด   LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/   #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ #ลงทุนอสังหา #propertyinvestment #เอเจ้นท์ #Agent #propertyagent

16 มกราคม 2025
เปรียบเทียบ ทำเลทอง คอนโดทำเลไหนน่าลงทุนที่สุดในปี 2025?

เปรียบเทียบทำเลทอง คอนโดทำเลไหนน่าลงทุนที่สุดในปี 2025?

รถไฟฟ้าสายสีเขียว (BTS) และ MRT สายสีน้ำเงิน นับเป็น ทำเลทอง เส้นเลือดใหญ่ของระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร ที่เชื่อมโยงทุกพื้นที่เข้าด้วยกัน ทำให้คอนโดมิเนียมที่ตั้งอยู่ในทำเลใกล้เคียงรถไฟฟ้าทั้งสองสายนี้มีความโดดเด่นและน่าสนใจเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ สะดวกสบายในการเดินทาง: ลดเวลาเดินทางไปทำงาน ทำธุระ หรือท่องเที่ยว ช่วยให้คุณมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น เพิ่มมูลค่าให้กับทรัพย์สิน: คอนโดใกล้รถไฟฟ้ามักมีราคาสูงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะรักษาหรือเพิ่มมูลค่าได้ดีกว่าคอนโดในทำเลอื่น มีผู้เช่าให้บริการตลอดทั้งปี: เหมาะสำหรับการลงทุนเพื่อปล่อยเช่า เพราะมีผู้ต้องการเช่าอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง: สะดวกในการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงพยาบาล และสถานบันเทิง ทำเลที่น่าสนใจใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียวและ MRT สายสีน้ำเงิน ย่านสีลม-สาทร: จุดเด่น: เป็นศูนย์กลางธุรกิจชั้นนำของประเทศ มีอาคารสำนักงานสูงตระหง่าน ห้างสรรพสินค้าระดับโลก โรงแรมหรู และสถานทูต รถไฟฟ้า: BTS ช่องนนทรี, ศาลาแดง, สุรศักดิ์, สะพานตากสิน / MRT สีลม เหมาะสำหรับ: ผู้บริหารระดับสูง, นักธุรกิจ, ชาวต่างชาติที่ทำงานในย่านธุรกิจ ย่านอโศก-เพชรบุรี: จุดเด่น: เป็นย่านที่มีความเจริญเติบโตสูง มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ศูนย์การค้า และสถานบันเทิงมากมาย รถไฟฟ้า: BTS อโศก, เพชรบุรี / MRT เพชรบุรี เหมาะสำหรับ: คนทำงาน, นักศึกษา, คนที่ชอบความสะดวกสบาย และต้องการเข้าถึงไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ย่านสุขุมวิท: จุดเด่น: เป็นย่านที่มีความหลากหลาย ทั้งแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหารนานาชาติ สถานบันเทิง และชุมชนชาวต่างชาติ รถไฟฟ้า: BTS นานา, อ่อนนุช, พระโขนง เหมาะสำหรับ: คนที่ชอบความหลากหลาย, ชาวต่างชาติ, ครอบครัวขนาดเล็ก ย่านพระราม 9: จุดเด่น: เป็นย่านธุรกิจใหม่ที่กำลังเติบโต มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ โรงแรม และคอนโดมิเนียมหรู รถไฟฟ้า: MRT พระราม 9 เหมาะสำหรับ: ผู้ทำงานในย่านธุรกิจใหม่, ครอบครัวที่ต้องการความสงบ ย่านบางนา: จุดเด่น: เป็นย่านที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง มีนิคมอุตสาหกรรม และศูนย์การค้าขนาดใหญ่ รถไฟฟ้า: BTS บางนา เหมาะสำหรับ: ผู้ทำงานในนิคมอุตสาหกรรม, ครอบครัวขนาดใหญ่ ปัจจัยเพิ่มเติมที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อคอนโด ระยะทางจากสถานีรถไฟฟ้า: ยิ่งใกล้สถานีรถไฟฟ้ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะดวกต่อการเดินทางมากขึ้นเท่านั้น สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ: เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนหย่อม ห้องสมุด Co-working Space ขนาดห้อง: เลือกขนาดห้องให้เหมาะสมกับความต้องการและจำนวนสมาชิกในครอบครัว ราคา: เปรียบเทียบราคาของโครงการต่างๆ เพื่อเลือกโครงการที่คุ้มค่า ศักยภาพในการเติบโตของทำเล: พิจารณาว่าทำเลนั้นมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่ เช่น มีโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ หรือโครงการพัฒนาพื้นที่อื่นๆ ที่จะเข้ามาในอนาคต กฎหมายและข้อจำกัด: เช่น ข้อจำกัดในการซื้อคอนโดสำหรับชาวต่างชาติ ค่าส่วนกลาง: เปรียบเทียบค่าส่วนกลางของแต่ละโครงการ เพื่อวางแผนงบประมาณ ข้อควรระวังในการเลือกซื้อคอนโด ตรวจสอบข้อมูลโครงการให้ละเอียด: เช่น ผู้พัฒนาโครงการ ประวัติโครงการที่ผ่านมา สัญญาซื้อขาย และเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อขอคำแนะนำและข้อมูลเพิ่มเติม เปรียบเทียบโครงการหลายๆ โครงการ: เพื่อหาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการและงบประมาณของคุณมากที่สุด การเลือกซื้อคอนโดใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียวและ MRT สายสีน้ำเงิน นอกจากจะช่วยให้คุณเดินทางสะดวกสบายแล้ว ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอีกด้วย แนวโน้มตลาดคอนโดในอนาคต คอนโดมิเนียมขนาดเล็ก: เน้นความคุ้มค่าและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยน้อยลง คอนโดมิเนียมหรู: เน้นความเป็นส่วนตัวและสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม คอนโดมิเนียมที่เน้นความยั่งยืน: ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีระบบจัดการพลังงานที่ประหยัด คอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์การทำงานจากที่บ้าน: มีพื้นที่ Co-working Space และสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับการทำงาน การเลือกซื้อคอนโดใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียวและ MRT สายสีน้ำเงิน เป็นการลงทุนที่ชาญฉลาด เนื่องจากทำเลเหล่านี้มีศักยภาพในการเติบโตสูง มีผู้ต้องการเช่าอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทางและเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ควรคำนึงถึงแนวโน้มเหล่านี้ เพื่อให้มั่นใจว่าคอนโดที่คุณเลือกจะตอบโจทย์ความต้องการของคุณในระยะยาว   ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรศึกษาข้อมูลโครงการอย่างละเอียด ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และเปรียบเทียบโครงการต่างๆ เพื่อให้ได้โครงการที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณของคุณมากที่สุด  อยากได้ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อเราได้เลยนะคะ   สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด บริการบริหารและจัดการคอนโด LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/ #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ #ลงทุนอสังหา #propertyinvestment #เอเจ้นท์ #Agent #propertyagent

14 มกราคม 2025

เทรนด์คอนโดปี 2025 เทรนด์ไหนมาแรง ?

พาคุณไปเจาะลึก เทรนด์คอนโดปี 2025 ที่น่าจับตามอง เพื่อให้คุณพร้อมสำหรับการตัดสินใจลงทุนหรือเลือกที่อยู่อาศัยใหม่ ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปี 2025 นี้ก็เช่นกัน มีเทรนด์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งจะส่งผลต่อการออกแบบ การก่อสร้าง และการตลาดโครงการคอนโดในอนาคต เทรนด์คอนโดปี 2025 ที่น่าจับตามอง คอนโดเน้นสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี: หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพมากขึ้น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงหันมาให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่ส่งเสริมสุขภาพ เช่น ฟิตเนสที่ทันสมัย สวนหย่อมขนาดใหญ่ พื้นที่สำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้ง และระบบระบายอากาศที่ดี เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้ออกกำลังกาย ผ่อนคลาย และมีสุขภาพที่ดี เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น: เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการคอนโดมากขึ้น เช่น ระบบ Smart Home ที่ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในห้องได้ผ่านสมาร์ทโฟน ระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย และพื้นที่ Co-working Space ที่ตอบโจทย์การทำงานจากที่บ้าน คอนโดเน้นความยืดหยุ่น: รูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้คนต้องการพื้นที่อยู่อาศัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ เช่น ห้องนอนที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นห้องทำงานได้ หรือพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถจัดกิจกรรมต่างๆ ได้หลากหลาย คอนโดเน้นความยั่งยืน: ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงหันมาใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้าง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบจัดการขยะ และวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คอนโดเน้นความเป็นส่วนตัว: หลังจากที่ต้องอยู่บ้านกันเป็นเวลานาน ทำให้ผู้คนต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงออกแบบคอนโดให้มีพื้นที่ส่วนตัวที่กว้างขวางขึ้น เช่น ระเบียงส่วนตัว สวนส่วนตัว หรือห้องทำงานส่วนตัว ปัจจัยที่ส่งผลต่อเทรนด์คอนโดในปี 2025 การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค: ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์และคุณภาพชีวิตมากขึ้น ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภค เทคโนโลยี: เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลต่อการออกแบบและการก่อสร้างคอนโด กฎหมายและนโยบาย: กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์มีผลต่อการพัฒนาโครงการคอนโด เศรษฐกิจ: สถานการณ์เศรษฐกิจมีผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและราคาอสังหาริมทรัพย์   เทรนด์คอนโดในปี 2025 นั้นมุ่งเน้นไปที่การตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี เทคโนโลยี ความยืดหยุ่น ความยั่งยืน และความเป็นส่วนตัว ผู้ที่กำลังมองหาคอนโดมิเนียมควรศึกษาข้อมูลและเทรนด์ต่างๆ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ เพื่อให้ได้คอนโดที่ตรงกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของตนเอง หากใครกำลังตัดสินใจซื้อคอนโดและยังไม่รู้จะเริ่มยังไงดี สามารถติดต่อเราได้เลย เรามีห้องหลากหลายโครงการ หลากหลายทำเล ในราคาที่ดีที่สุดในตลาด หรือ อยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ทีมงานของเราพร้อมให้คำปรึกษาฟรี   สำหรับคนที่กำลังมองหาคอนโดที่ตอบโจทย์อยู่Amber International Realty ช่วยคุณได้ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทยได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด บริการบริหารและจัดการคอนโด LINE@ : https://lin.ee/KOsTUWR Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty เลือกดูโครงการที่ชอบ:  https://amber-international.com/projects/ #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ #ลงทุนอสังหา #propertyinvestment #เอเจ้นท์ #Agent #propertyagent  

10 มกราคม 2025
12347