Leasehold vs Freehold ต่างกันอย่างไร? ข้อดีข้อเสียระยะยาว

25

ส.ค. 26

149

Leasehold vs Freehold ต่างกันอย่างไร? ข้อดีข้อเสียระยะยาว

Leasehold vs Freehold ต่างกันอย่างไร? แบบไหนเหมาะกับการลงทุนระยะยาว และถ้าถือครอง 20–30 ปี แบบไหนคุ้มกว่า? คำถามนี้สำคัญมากสำหรับคนที่กำลังซื้อคอนโด บ้าน หรืออสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยและลงทุน เพราะสิ่งที่ซื้อไม่ได้มีเพียง “ตัวทรัพย์สิน” แต่ยังรวมถึง สิทธิทางกฎหมายในการถือครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น

พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ

Freehold = ซื้อและมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามกฎหมาย
Leasehold = ได้สิทธิการเช่าหรือสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินตามระยะเวลาที่กำหนด

ทั้งสองรูปแบบมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อมองในระยะยาว เช่น มูลค่าขายต่อ การส่งต่อให้ทายาท การกู้เงิน ความยืดหยุ่นในการใช้ทรัพย์ และความเสี่ยงเมื่อสิทธิใกล้หมดอายุ

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์แบบ Leasehold หรือ Freehold ไม่ควรดูเพียง “ราคาซื้อวันนี้” แต่ควรมองไปถึง มูลค่าและสิทธิที่เหลืออยู่ในอีก 10, 20 หรือ 30 ปีข้างหน้า

 

Leasehold คืออะไร?

Leasehold คือ รูปแบบการถือสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ซื้อหรือผู้รับสิทธิไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือทรัพย์สินนั้นโดยสมบูรณ์ แต่ได้รับ สิทธิในการเช่าหรือใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินเป็นระยะเวลาที่กำหนด

ในประเทศไทย การเช่าอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไปมีหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยการเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีกำหนดเกิน 3 ปี หากต้องการให้บังคับได้เกิน 3 ปี ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

สำหรับการเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีระยะเวลานาน กฎหมายกำหนดกรอบเรื่องระยะเวลาการเช่าไว้ โดยการเช่าอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไป จดทะเบียนได้ไม่เกิน 30 ปีในคราวหนึ่ง และเมื่อครบกำหนด การต่อสัญญาต้องพิจารณาตามกฎหมายและเงื่อนไขของสัญญา

ดังนั้นคำว่า “Leasehold 30 ปี” จึงไม่ได้หมายความว่าผู้ซื้อมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นเวลา 30 ปี แต่หมายถึง มีสิทธิการเช่าตามสัญญาเป็นระยะเวลาที่กำหนด

 

Freehold คืออะไร?

Freehold หมายถึงการถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินตามที่กฎหมายรับรอง

ตัวอย่างที่คนทั่วไปคุ้นเคยคือ

  • ซื้อบ้านพร้อมที่ดินและมีกรรมสิทธิ์
  • ซื้อที่ดินและมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์
  • ซื้อห้องชุดในโครงการที่เป็นกรรมสิทธิ์แบบ Freehold

ในกรณีคอนโดมิเนียมแบบ Freehold ผู้ซื้อจะได้รับ หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด และมีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของตน รวมถึงมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลางตามกฎหมายอาคารชุด

จุดสำคัญคือ Freehold ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัด เพราะการใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เช่น กฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายอาคารชุด และข้อกำหนดอื่นที่เกี่ยวข้อง

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ Leasehold แล้ว Freehold ให้สถานะความเป็นเจ้าของที่สมบูรณ์กว่า

 

Leasehold vs Freehold ต่างกันอย่างไร?

ตารางต่อไปนี้ช่วยให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น

ประเด็นLeaseholdFreehold
สิทธิหลักสิทธิการเช่า/ใช้ประโยชน์กรรมสิทธิ์
ระยะเวลามีอายุสิทธิไม่กำหนดวันหมดอายุแบบสัญญาเช่า
ราคาซื้อเริ่มต้นมักต่ำกว่า Freeholdมักสูงกว่า
การขายต่อขาย/โอนสิทธิได้ตามเงื่อนไขขายต่อกรรมสิทธิ์ได้
มูลค่าระยะยาวขึ้นกับอายุสิทธิที่เหลือโดยทั่วไปมีความมั่นคงกว่า
มรดกขึ้นกับลักษณะสิทธิและสัญญาสามารถตกทอดเป็นมรดกได้ตามกฎหมาย
การกู้ธนาคารต้องดูประเภทสิทธิและนโยบายธนาคารโดยทั่วไปทำได้ง่ายกว่า
เมื่อครบกำหนดสิทธิตามสัญญาสิ้นสุด เว้นแต่มีสิทธิต่อไม่มีวันหมดอายุจากการครบกำหนดสัญญาเช่า
เหมาะกับคนที่ต้องการลดเงินลงทุนเริ่มต้นหรือใช้ประโยชน์ตามระยะเวลาคนที่เน้นถือครองและสร้างความมั่งคั่งระยะยาว

 

ข้อดีของ Leasehold

Leasehold ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ดี” แต่เหมาะกับเป้าหมายบางประเภทมากกว่า Freehold

  1. ราคาซื้อเริ่มต้นอาจต่ำกว่า จุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือ ราคาของสิทธิ Leasehold มักต่ำกว่าทรัพย์ Freehold ที่มีทำเลและคุณสมบัติใกล้เคียงกัน

เนื่องจากผู้ซื้อไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินแบบถาวร แต่ได้รับสิทธิใช้ประโยชน์ในช่วงเวลาที่กำหนด

ตัวอย่างเช่น หากคอนโด Freehold ในทำเลเดียวกันมีราคาสูงมาก แต่โครงการ Leasehold เสนอราคาต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ซื้ออาจสามารถเข้าถึงทำเลเดียวกันด้วยเงินลงทุนที่น้อยลง

 

  1. ได้ทำเลที่อาจเข้าถึงได้ยากในตลาด Freehold ทำเลใจกลางเมืองหรือทำเลที่ดินมีราคาสูง อาจมีโครงการที่ใช้โครงสร้าง Leasehold เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาโครงการบนที่ดินที่ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้พัฒนา

ดังนั้น Leasehold อาจเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อเข้าถึง

  • ทำเลใจกลางเมือง
  • ทำเลติดรถไฟฟ้า
  • ทำเลท่องเที่ยว
  • ทำเลริมทะเล
  • ทำเลเชิงพาณิชย์

ในราคาที่ต่ำกว่าอสังหาริมทรัพย์ Freehold ในบริเวณเดียวกัน

  1. เหมาะกับคนที่ไม่ได้ตั้งใจถือทรัพย์ตลอดชีวิต หากผู้ซื้อมีแผนใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์เพียงช่วงหนึ่ง เช่น
  • ต้องการอยู่ 10–15 ปี
  • ต้องการทำธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง
  • ต้องการใช้เป็นบ้านพักตากอากาศ
  • ต้องการลงทุนตามรอบเวลา

Leasehold อาจตอบโจทย์มากกว่า Freehold หากราคาซื้อและผลตอบแทนสอดคล้องกับระยะเวลาที่เหลือของสิทธิ

 

ข้อเสียของ Leasehold ในระยะยาว

นี่คือส่วนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด

  1. สิทธิมีวันหมดอายุ ข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ Leasehold มีอายุสิทธิ หากสัญญาเช่ามีอายุ 30 ปี เมื่อครบกำหนด สิทธิของผู้เช่าตามสัญญาย่อมสิ้นสุด เว้นแต่จะมีการต่อสัญญาหรือมีสิทธิอื่นตามกฎหมายและสัญญา

ดังนั้น การซื้อ Leasehold ต้องถามให้ชัดว่า

“เหลืออายุสิทธิอีกกี่ปี?” ไม่ใช่ดูเพียงว่า “โครงการนี้ Leasehold 30 ปี” เพราะหากโครงการเปิดขายมาแล้ว 10 ปี การซื้อสิทธิในภายหลังอาจเหลือระยะเวลาน้อยกว่าการซื้อในช่วงเริ่มต้นโครงการ

 

  1. มูลค่าขายต่ออาจลดลงเมื่ออายุสิทธิสั้นลง นี่เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของการถือ Leasehold ระยะยาว สมมติว่ามีคอนโดสองห้องในทำเลเดียวกัน
  • ห้อง A = Freehold
  • ห้อง B = Leasehold เหลือสิทธิ 8 ปี

แม้ห้อง B จะมีราคาถูกกว่า แต่เมื่อผู้ซื้อรายใหม่มองว่าต้องรับภาระกับสิทธิที่เหลือเพียง 8 ปี ความต้องการซื้ออาจลดลง

ดังนั้น อายุสิทธิที่เหลืออยู่จึงมีผลต่อราคาขายต่ออย่างมาก ยิ่งสิทธิเหลือน้อย การหาผู้ซื้อรายใหม่อาจยากขึ้น และผู้ขายอาจต้องลดราคาเพื่อชดเชยความเสี่ยง

  1. การต่อสัญญาไม่ควรถือว่า “แน่นอน” หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ “ครบ 30 ปีแล้วก็ต่ออีก 30 ปีได้แน่นอน” ไม่ควรคิดเช่นนั้นโดยอัตโนมัติ

การต่อสัญญาต้องพิจารณา สิทธิในการต่ออายุ เงื่อนไขของสัญญา ความยินยอมของคู่สัญญา และข้อจำกัดตามกฎหมาย

หากเอกสารระบุเพียงว่ามีการ “คาดว่าจะต่อสัญญา” หรือผู้ขายอธิบายว่าจะสามารถต่อได้ แต่ไม่มีสิทธิที่ผูกพันอย่างชัดเจน ผู้ซื้อไม่ควรนำระยะเวลาที่คาดว่าจะต่อได้มาคิดรวมเป็นอายุสิทธิที่แน่นอน

 

  1. การส่งต่อให้ลูกหลานอาจไม่เหมือน Freehold Freehold มีลักษณะเป็นกรรมสิทธิ์ จึงสามารถตกทอดแก่ทายาทได้ตามหลักกฎหมายมรดก แต่ Leasehold ต้องดูว่า สิทธิการเช่าดังกล่าวสามารถโอนหรือส่งต่อได้อย่างไร

สิทธิการเช่าบางประเภทอาจมีข้อกำหนดเกี่ยวกับ

  • การโอนสิทธิ
  • การเช่าช่วง
  • การตกทอดแก่ทายาท
  • การเปลี่ยนผู้ถือสิทธิ
  • การได้รับความยินยอมจากเจ้าของทรัพย์

ดังนั้น หากเป้าหมายคือซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อส่งต่อให้ลูกหลานในระยะยาว Freehold มักมีโครงสร้างสิทธิที่เข้าใจง่ายกว่า

 

  1. การกู้เงินอาจมีข้อจำกัดมากกว่า สถาบันการเงินจะพิจารณาหลักประกันและสิทธิในทรัพย์สินเป็นสำคัญ สำหรับ Freehold ผู้กู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ จึงมักมีโครงสร้างหลักประกันที่ตรงไปตรงมามากกว่า

ส่วน Leasehold ต้องพิจารณาว่า

  • เหลืออายุสัญญากี่ปี
  • สามารถจดทะเบียนสิทธิได้หรือไม่
  • สามารถนำสิทธิไปเป็นหลักประกันได้หรือไม่
  • ธนาคารยอมรับหลักประกันประเภทดังกล่าวหรือไม่
  • อายุสินเชื่อสัมพันธ์กับอายุสิทธิที่เหลือหรือไม่

ดังนั้น คนที่วางแผนใช้สินเชื่อควรสอบถามธนาคาร ก่อนจ่ายเงินจอง ไม่ควรรอจนถึงขั้นตอนโอน

 

ข้อดีของ Freehold

 

  1. ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนที่สุดคือ ผู้ซื้อมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามกฎหมาย จึงไม่ต้องกังวลว่าสิทธิการเช่าจะหมดลงเมื่อครบกำหนดเหมือน Leasehold
  2. เหมาะกับการถือครองระยะยาว หากเป้าหมายคือ
  • ซื้อเพื่ออยู่อาศัยตลอดชีวิต
  • ซื้อเพื่อเก็บเป็นทรัพย์สิน
  • ซื้อเพื่อส่งต่อให้ลูกหลาน
  • ซื้อเพื่อเก็บมูลค่าในระยะยาว

Freehold มักตอบโจทย์มากกว่า เพราะไม่มี “นาฬิกานับถอยหลัง” ของสัญญาเช่า

  1. มีความยืดหยุ่นในการขายต่อมากกว่า ผู้ซื้อรายใหม่มักให้ความสำคัญกับสถานะกรรมสิทธิ์

Freehold จึงมีข้อได้เปรียบตรงที่ผู้ซื้อไม่ต้องคำนวณว่า

“เหลือสิทธิอีกกี่ปี?”

เหมือนกรณี Leasehold

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า Freehold ทุกแห่งจะราคาขึ้นหรือขายง่าย เพราะราคาขายต่อยังขึ้นกับทำเล สภาพทรัพย์ อุปสงค์ และสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้วย

 

  1. เหมาะกับการสร้างความมั่งคั่งจากอสังหาริมทรัพย์ หากมองอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่ต้องการถือครองเป็นเวลาหลายสิบปี Freehold มีข้อได้เปรียบเรื่องความต่อเนื่องของกรรมสิทธิ์

ผู้ถือกรรมสิทธิ์สามารถ

  • อยู่อาศัย
  • ปล่อยเช่า
  • ขายต่อ
  • โอน
  • ให้
  • ใช้เป็นหลักประกัน

ได้ภายใต้กฎหมายและข้อจำกัดที่เกี่ยวข้อง

ข้อเสียของ Freehold

แม้ Freehold จะมีข้อได้เปรียบในระยะยาว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าดีกว่าในทุกสถานการณ์

  1. ราคาซื้อเริ่มต้นสูงกว่า ทรัพย์ Freehold ในทำเลเดียวกันอาจมีราคาสูงกว่า Leasehold หากงบประมาณจำกัด ผู้ซื้ออาจต้องแลกกับ
  • ห้องเล็กลง
  • ทำเลรองลงมา
  • ชั้นต่ำกว่า
  • สิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่า

เพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์แบบ Freehold

 

  1. เงินลงทุนเริ่มต้นสูงกว่า ถ้าผู้ซื้อมีเงินทุนจำกัด การซื้อ Freehold อาจทำให้ต้องกู้เงินจำนวนมากขึ้น ในทางกลับกัน Leasehold อาจช่วยให้ผู้ซื้อเข้าถึงทำเลที่ต้องการโดยใช้เงินลงทุนต่ำกว่า ดังนั้น การเปรียบเทียบควรดู ผลตอบแทนต่อเงินลงทุน ไม่ใช่ดูเพียงว่ารูปแบบใด “ดีกว่า”

 

  1. ไม่ใช่ว่า Freehold จะมีกำไรเสมอ กรรมสิทธิ์แบบ Freehold ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าราคาจะเพิ่มขึ้น

อสังหาริมทรัพย์ Freehold อาจมีราคาตกได้หาก

  • ทำเลเสื่อมความนิยม
  • มีโครงการใหม่จำนวนมาก
  • อาคารเก่า
  • ค่าส่วนกลางสูง
  • สภาพเศรษฐกิจไม่ดี
  • ความต้องการเช่าลดลง

ดังนั้น Freehold เป็นเพียง รูปแบบสิทธิในการถือครอง ไม่ใช่เครื่องรับประกันผลตอบแทนการลงทุน

 

Leasehold vs Freehold: แบบไหนเหมาะกับใคร?

การเลือกควรเริ่มจากคำถามว่า

“เราต้องการถือทรัพย์นี้นานแค่ไหน?”

ถ้าต้องการถือ 5–10 ปี

Leasehold อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ หากราคาซื้อถูกกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และสิทธิที่เหลือมากพอสำหรับแผนการถือครอง

ถ้าต้องการถือ 20–30 ปี

ต้องคำนวณอย่างละเอียด เพราะอายุ Leasehold ที่เหลือจะมีผลต่อมูลค่าขายต่อ

Freehold มักมีข้อได้เปรียบด้านความต่อเนื่องของกรรมสิทธิ์

ถ้าต้องการส่งต่อให้ลูกหลาน

Freehold มักเหมาะกว่า เพราะมีโครงสร้างกรรมสิทธิ์ที่สามารถตกทอดทางมรดกได้ตามกฎหมาย ขณะที่ Leasehold ต้องตรวจสอบเงื่อนไขของสิทธิและสัญญาเป็นรายกรณี

ถ้าต้องการลงทุนปล่อยเช่า ทั้งสองแบบสามารถเป็นการลงทุนได้ แต่ต้องคำนวณ

  • ราคาซื้อ
  • ค่าเช่า
  • ค่าใช้จ่าย
  • อายุสิทธิ
  • ราคาขายต่อ
  • ผลตอบแทนสุทธิ

โดยเฉพาะ Leasehold ต้องนำ อายุสิทธิที่ลดลงทุกปี เข้าไปอยู่ในแบบจำลองการลงทุนด้วย

 

วิธีคำนวณความคุ้มค่า Leasehold vs Freehold

อย่าดูเพียงราคาซื้อ ให้ลองคำนวณด้วยแนวคิดนี้

ต้นทุนสุทธิ = ราคาซื้อ + ค่าใช้จ่ายตลอดการถือครอง − รายได้จากการใช้ประโยชน์ − ราคาขายต่อ

สำหรับ Leasehold ควรเพิ่มคำถามว่า

เมื่อถึงวันที่ขาย เหลืออายุสิทธิอีกกี่ปี?

ตัวอย่างเช่น

ตัวเลือก A: Freehold

ซื้อราคา 6 ล้านบาท
ถือ 20 ปี
ขายได้ 7 ล้านบาท

ส่วนต่างราคาก่อนหักค่าใช้จ่าย = 1 ล้านบาท

ตัวเลือก B: Leasehold

ซื้อราคา 4 ล้านบาท
ถือ 20 ปี
เมื่อขายเหลือสิทธิ 10 ปี
ขายได้ 3 ล้านบาท

ส่วนต่างราคาก่อนหักค่าใช้จ่าย = ขาดทุน 1 ล้านบาท

จากตัวอย่างนี้ Leasehold ซื้อถูกกว่า 2 ล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่าจะคุ้มกว่าเสมอ เพราะราคาขายต่อได้รับผลกระทบจากอายุสิทธิที่เหลือ

นี่คือเหตุผลที่การเปรียบเทียบ Leasehold กับ Freehold ต้องมอง ตลอดวงจรการลงทุน ไม่ใช่เฉพาะวันที่ซื้อ

 

7 คำถามที่ต้องถามก่อนซื้อ Leasehold

ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรถามผู้ขายหรือผู้พัฒนาโครงการให้ชัดเจนว่า

  1. เหลืออายุ Leasehold จริงกี่ปี? อย่าดูเพียงอายุโครงการหรือคำโฆษณา
  2. สิทธิที่ซื้อคือสิทธิอะไร?

ตรวจสอบว่าเป็น

  • สิทธิการเช่า
  • สิทธิการใช้ประโยชน์
  • สิทธิเหนือพื้นดิน
  • หรือสิทธิประเภทอื่น

เพราะสิทธิแต่ละประเภทมีผลทางกฎหมายแตกต่างกัน

  1. ใครเป็นเจ้าของที่ดิน? ควรตรวจสอบตัวตนของเจ้าของที่ดินและสถานะทางกฎหมาย
  2. สัญญามีสิทธิต่ออายุหรือไม่? ถ้ามี ต้องดูว่าเป็นสิทธิที่ผูกพันตามกฎหมายและสัญญาอย่างไร ไม่ควรเชื่อเพียงคำพูดว่า “ต่อได้แน่นอน”
  3. โอนสิทธิให้คนอื่นได้หรือไม่? เรื่องนี้สำคัญมากหากวางแผนขายต่อ
  4. ใช้สิทธิเป็นหลักประกันได้หรือไม่? หากต้องการกู้เงิน ควรตรวจสอบกับธนาคารก่อน
  5. เมื่อครบสัญญาแล้วเกิดอะไรขึ้น? ต้องรู้ล่วงหน้าว่า
  • ทรัพย์สินเป็นของใคร
  • สิ่งปลูกสร้างมีสถานะอย่างไร
  • ผู้เช่ามีสิทธิอะไรเหลืออยู่
  • ต้องส่งมอบทรัพย์หรือไม่
  • มีสิทธิต่อสัญญาหรือไม่
  • ค่าใช้จ่ายในการต่อสัญญาเป็นอย่างไร

 

ซื้อ Leasehold ต้องระวังคำว่า “ต่อสัญญาได้”

คำว่า “ต่อสัญญาได้” เป็นหนึ่งในประเด็นที่ต้องตรวจสอบมากที่สุด

ผู้ซื้อควรถามว่า “ได้” หมายถึงอะไร

เพราะมีความแตกต่างระหว่าง

มีสิทธิต่อสัญญาที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนในเอกสารที่มีผลผูกพัน

กับ

ผู้ขายคาดว่าจะสามารถต่อสัญญาได้ในอนาคต

สองประโยคนี้มีความหมายในเชิงความเสี่ยงแตกต่างกันอย่างมาก

หากการต่อสัญญาขึ้นอยู่กับความยินยอมของเจ้าของที่ดินในอนาคต ผู้ซื้อควรถือว่าการต่อสัญญานั้น ยังมีความไม่แน่นอน จนกว่าจะตรวจสอบสิทธิและเอกสารได้อย่างชัดเจน

 

Leasehold vs Freehold: สรุปข้อดีข้อเสียระยะยาว

ประเด็นLeaseholdFreehold
เงินลงทุนเริ่มต้นข้อดี: มักต่ำกว่าข้อเสีย: มักสูงกว่า
กรรมสิทธิ์ข้อเสีย: ไม่ใช่กรรมสิทธิ์สมบูรณ์ในทรัพย์ข้อดี: มีกรรมสิทธิ์
อายุสิทธิข้อเสีย: มีวันสิ้นสุดข้อดี: ไม่มีวันหมดอายุจากสัญญาเช่า
ราคาขายต่อขึ้นกับอายุสิทธิที่เหลือโดยทั่วไปยืดหยุ่นกว่า
การส่งต่อมรดกต้องดูเงื่อนไขสิทธิโดยทั่วไปชัดเจนกว่า
การกู้ต้องตรวจสอบเป็นกรณีโดยทั่วไปง่ายกว่า
ทำเลอาจได้ทำเลดีในราคาต่ำกว่าทำเลดีมักมีราคาสูง
การถือระยะยาวต้องวางแผนเรื่องวันหมดอายุเหมาะกับการถือยาว
ความเสี่ยงอายุสิทธิและการต่อสัญญาความเสี่ยงด้านตลาดและราคาทรัพย์
เหมาะกับผู้ต้องการใช้ประโยชน์ตามระยะเวลาผู้ต้องการถือทรัพย์ระยะยาว

 

แล้วแบบไหน “คุ้มกว่า”?

ไม่มีคำตอบว่า Leasehold หรือ Freehold คุ้มกว่าทุกกรณี

แต่สามารถใช้หลักคิดง่าย ๆ ได้ว่า

เลือก Leasehold เมื่อ

  • ราคาถูกกว่า Freehold อย่างมีนัยสำคัญ
  • ทำเลมีความสำคัญมาก
  • ต้องการใช้ประโยชน์ในช่วงเวลาที่กำหนด
  • ไม่ได้ตั้งใจส่งต่อทรัพย์หลายรุ่น
  • คำนวณผลตอบแทนโดยรวมแล้วคุ้ม
  • ตรวจสอบสัญญาและอายุสิทธิอย่างละเอียดแล้ว

เลือก Freehold เมื่อ

  • ต้องการถือครองระยะยาว
  • ต้องการส่งต่อให้ลูกหลาน
  • ต้องการความยืดหยุ่นในการขายต่อ
  • ต้องการถือเป็นสินทรัพย์ระยะยาว
  • มีเงินทุนเพียงพอ
  • ต้องการลดความเสี่ยงจากการหมดอายุของสิทธิ

 

Q: Leasehold กับ Freehold ต่างกันอย่างไร?

A: Leasehold คือการได้รับสิทธิการเช่าหรือใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วน Freehold คือการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามกฎหมาย ดังนั้น Leasehold มีประเด็นเรื่องอายุสิทธิ ขณะที่ Freehold มีความต่อเนื่องของกรรมสิทธิ์มากกว่า

 

Q: Leasehold ดีไหม?

A: Leasehold สามารถดีได้หากราคาซื้อเหมาะสมกับอายุสิทธิและทำเล โดยเฉพาะคนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากทรัพย์ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ต้องประเมินความเสี่ยงเรื่องอายุสิทธิ การขายต่อ และการต่อสัญญา

 

Q: Freehold ดีกว่า Leasehold หรือไม่?

A: หากมองเฉพาะการถือครองระยะยาว Freehold มักมีข้อได้เปรียบ เพราะผู้ซื้อได้รับกรรมสิทธิ์และไม่มีวันหมดอายุของสัญญาเช่า แต่ Freehold มักมีราคาสูงกว่า จึงต้องเปรียบเทียบกับงบประมาณและผลตอบแทนที่คาดหวัง

 

Q: Leasehold หมดสัญญาแล้วเป็นอย่างไร?

A: เมื่อครบกำหนด สิทธิการเช่าตามสัญญาย่อมสิ้นสุด เว้นแต่มีการต่อสัญญาหรือมีสิทธิอื่นรองรับ ดังนั้นผู้ซื้อควรตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาและเอกสารสิทธิอย่างละเอียดก่อนซื้อ

 

Q: Leasehold ขายต่อได้ไหม?

A: อาจขายหรือโอนสิทธิได้ หากกฎหมายและสัญญาอนุญาต แต่ต้องตรวจสอบเงื่อนไขการโอนสิทธิและระยะเวลาที่เหลือ เพราะอายุ Leasehold ที่สั้นลงอาจทำให้หาผู้ซื้อรายใหม่ได้ยากขึ้น

 

Q: Leasehold ส่งต่อเป็นมรดกได้ไหม?

A: ต้องพิจารณาประเภทของสิทธิและเงื่อนไขในสัญญาเป็นรายกรณี ไม่ควรสรุปว่า Leasehold ทุกประเภทสามารถตกทอดแก่ทายาทในลักษณะเดียวกับกรรมสิทธิ์ Freehold

 

Q: ซื้อคอนโด Leasehold กู้ธนาคารได้ไหม?

A: อาจกู้ได้ในบางกรณี แต่ขึ้นอยู่กับประเภทสิทธิ อายุสัญญาที่เหลือ ลักษณะหลักประกัน และนโยบายของธนาคาร ผู้ซื้อควรตรวจสอบกับธนาคารก่อนทำสัญญาซื้อขาย

 

Q: Leasehold 30 ปี หมายถึงอะไร?

A: โดยทั่วไปหมายถึงสิทธิการเช่าที่มีระยะเวลา 30 ปี ไม่ได้หมายความว่าผู้ซื้อได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นเวลา 30 ปี และการต่อสัญญาหลังครบกำหนดต้องพิจารณาตามกฎหมายและเงื่อนไขของสัญญา

 

สรุปส่งท้าย Leasehold vs Freehold  เลือกจาก “ระยะเวลาที่ต้องการถือ” หากต้องสรุปให้สั้นที่สุด Leasehold เหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับทำเลและราคาซื้อ และยอมรับการมีอายุสิทธิที่จำกัดได้ ส่วน Freehold เหมาะกับคนที่ต้องการถือครองอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว ต้องการความต่อเนื่องของกรรมสิทธิ์ และอาจต้องการส่งต่อทรัพย์ให้คนรุ่นต่อไป

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อ อย่าถามเพียงว่า “Leasehold ถูกกว่า Freehold เท่าไร?” แต่ควรถามว่า“เมื่อคำนวณราคาซื้อ ค่าใช้จ่าย รายได้จากการใช้ประโยชน์ อายุสิทธิที่เหลือ และราคาขายต่อแล้ว แบบไหนให้มูลค่าที่เหมาะสมกับเป้าหมายของเรามากกว่า?”

สำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง ควรอ่าน สัญญา เอกสารสิทธิ ข้อกำหนดการโอน และเงื่อนไขการต่ออายุสิทธิ ให้ครบก่อนลงนาม โดยเฉพาะ Leasehold เพราะสิ่งที่ซื้อไม่ใช่เพียง “ห้อง” หรือ “อาคาร” แต่คือ สิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินในช่วงเวลาที่กำหนด 


𝐀𝐦𝐛𝐞𝐫 𝐈𝐧𝐭𝐞𝐫𝐧𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧𝐚𝐥 𝐑𝐞𝐚𝐥𝐭𝐲
คู่คิด ข้างคุณ เรื่องคอนโด
บริษัทเอเจนต์คอนโดให้บริการโดยทีมงาน
ที่เชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
การันตีด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปี
เราให้บริการแบบ One Stop Service
เกี่ยวกับคอนโดมิเนียม แก่ลูกค้าทั้งชาวไทย
และชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน
สิงคโปร์ เป็นต้น ได้รับการยอมรับ
และทำงานร่วมกันกับ บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
เจ้าใหญ่ของไทย เช่น MQDC, Sansiri, AP Thai, Origin ฯลฯ
✨ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทย
✨ได้รับรางวัล Agency Excellence Southeast Asia Awards 2023 จาก Dot Property
✨ได้รับรางวัล Best Smart Agency 2025 จาก Livinginsider
✨ให้บริการแบบครบวงจร One Stop Service
📍บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด
📍บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด
📍บริการบริหารและจัดการคอนโด

📍LINE@ : https://lin.ee/UIbzhRs

📍Tel : 089-986-0202
📍Youtube : @amberrealty

📍Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty

📍เลือกดูโครงการที่ชอบ: https://amber-international.com/p

บทความน่าสนใจ

เปรียบเทียบห้อง Loft และ Duplex คอนโดต่างกันอย่างไร แบบไหนเหมาะกับคุณ

Loft กับ Duplex ต่างกันอย่างไร แบบไหนที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณ

Loft และ Duplex ต่างกันที่โครงสร้างทางกฎหมายและพื้นที่ใช้สอยจริง กล่าวคือ Loft มีชั้นลอยที่ไม่นับเป็นพื้นที่ตามโฉนด ค่าส่วนกลางถูกกว่า แต่ทางออกทางเดียว ส่วน Duplex มีทั้งสองชั้นอยู่ในโฉนด มีประตูเข้าออกสองทาง ห้องน้ำบนชั้นสอง เหมาะกับคนที่ต้องการพื้นที่จริงและความปลอดภัยมากกว่า บทความนี้ Amber เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียทั้งสองแบบ พร้อมแนะนำว่าแบบไหนเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ . ห้องสไตล์ Loft – ชั้นล่างและชั้นบนจะอยู่บนโครงสร้างเดียวกัน เป็นห้องที่มีฝ้าเพดานสูงและในทางกฎหมาย ไม่มีการกำหนดความสูงขั้นต่ำของชั้นลอย – พื้นที่ใช้สอยถูกนับเพียงชั้นล่าง เนื่องจากในทางกฎหมายระบุไว้ว่าพื้นที่ใช้สอยส่วนชั้นลอย เป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ จะไม่ถูกนับรวมอยู่ในโฉนด – ชั้นลอยถูกนับเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ไม่มีประตูกั้นห้อง – มีประตูเข้าออกทางเดียวคือ ทางชั้นล่าง – ชั้นลอยจะไม่มีห้องน้ำ ข้อดีของห้องสไตล์ Loft – การเสียค่าส่วนกลางจะเสียแค่พื้นที่ใช้สอยที่ออกตามโฉนด ดังนั้นถ้าห้องขนาด 35 ตร.ม. และมีพื้นที่ใช้สอยชั้นลอย 22 ตร.ม. จะเสียค่าส่วนกลางแค่ 35 ตร.ม. – การที่มีฝ้าเพดานสูง ทำให้ห้องดูโปร่งและโล่งกว่าเดิม ข้อเสียของห้องสไตล์ Loft – มีความปลอดภัยค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีทางเข้า – ออก ทางเดียว หากเกิดเหตุฉุกเฉินอาจจะหนีลำบาก – ปัญหาเรื่องความสูงของชั้นลอย เนื่องจากทางกฎหมายไม่ได้กำหนดขั้นต่ำไว้ จึงทำให้บางโครงการมีความสูงของเพดานเตี้ยกว่า 2.40 เมตร ทำให้ห้องดูอึดอัด . ห้องสไตล์ Duplex – ชั้นล่างและชั้นบนอยู่บนโครงสร้างคนละชั้น ในทางกฏหมายกำหนดให้ชั้นบนมีความสูงไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร – พื้นที่ใช้สอยชั้นบนถูกนับเป็นสิ่งก่อสร้าง ดังนั้นพื้นที่ใช้สอยทั้งชั้นบนและล่างจะถูกนับรวมกันอยู่ในโฉนด – ชั้นบนสามารถแบ่งเป็นห้องต่างๆ มีประตูเปิด – ปิดได้ – ตามกฎหมายกำหนดให้มีประตูเข้า – ออก ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง – ชั้นบนมักจะมีห้องน้ำด้วย โดยจะอยู่ตำแหน่งเดียวกับชั้นล่าง ข้อดีของห้องสไตล์ Duplex – เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน – ความสูงของเพดาน ที่มีความสูงมาก จะช่วยทำให้ห้องดูกว้างและโปร่งโล่งมากยิ่งขึ้น – หากเลือกแบบห้องที่มีการปิดกั้น ก็จะได้ความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นไปอีก ข้อเสียของห้องสไตล์ Duplex – ค่าไฟ ยิ่งห้องที่สูงและกว้างมากขึ้นเท่าไหร่ ภาระค่าไฟยิ่งมากขึ้นเท่านั้น – เสียค่าส่วนกลางที่มากขึ้นตามขนาดของห้องอีกด้วย . แล้วห้องแบบไหนที่จะตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตของเรากันล่ะ? ห้องสไตล์ Loft เหมาะกับผู้อยู่อาศัยที่ต้องการห้องที่โล่ง โปร่งสบาย เพราะมีเพดานสูง ให้ความรู้สึกทันสมัย มีพื้นที่ใช้สอยในส่วนของชั้นลอยที่เพิ่มขึ้น และยังมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ห้องสไตล์ Duplex เหมาะกับผู้อาศัยที่ต้องการให้ห้องมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง มีความลักซ์ชัวรี่ และบรรยากาศการอาศัยอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน ให้ความสะดวกสบายและมีพื้นที่ส่วนตัวให้ใช้งานอย่างเต็มที่ อ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนคงเข้าใจความแตกต่าง ของห้องสไตล์ Loft และ Duplex กันมากขึ้นแล้ว และคงมีคำตอบกันแล้วใช่ไหมคะว่าห้องแบบไหน ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ แต่ในการตัดสินใจเลือกซื้อ ก็อย่าลืมคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ กันด้วยนะคะ Q: Loft กับ Duplex ต่างกันอย่างไร? A: Loft มีชั้นลอยที่ไม่นับพื้นที่โฉนด ค่าส่วนกลางถูกกว่า แต่ทางออกทางเดียว ส่วน Duplex สองชั้นในโฉนด มีประตูสองทางและห้องน้ำบนชั้นสอง   Q: ห้อง Loft กับ Duplex แบบไหนราคาแพงกว่า? A: Duplex มักแพงกว่าเพราะพื้นที่ใช้สอยนับรวมทั้งสองชั้น ทำให้ค่าส่วนกลางและราคาขายต่อสูงกว่า   Q: ห้อง Loft เหมาะกับใคร? A: เหมาะกับคนต้องการห้องโปร่งเพดานสูง งบไม่สูงมาก ไม่ต้องการพื้นที่ชั้นสองจริงจัง เช่น คนเดียวหรือคู่รัก   —————————————————————————– ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทย ให้บริการแบบครบจร One Stop Service บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด บริการบริหารและจัดการคอนโด LINE@ : https://lin.ee/UIbzhRs Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ #ลงทุนอสังหา #propertyinvestment #เอเจ้นท์ #Agent #propertyagent

18 กรกฎาคม 2023
โฉนดที่ดินหาย ! ทำยังไงดี

โฉนดที่ดินหาย! ทำยังไงดี

#โฉนดที่ดิน อาจจะเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับหลายๆ คน เพราะเมื่อได้มาเราก็จะเก็บมันไว้เพราะเป็นเอกสารสำคัญของบ้าน และไม่ใช่เอกสารที่จะพกพาติดตัว เนื่องจากมีขนาดที่ใหญ่ แต่หากวันไหนที่ต้องใช้และพบว่า โฉนดที่ดินหาย หรือเกิดชำรุดขึ้นมาล่ะ จะทำยังไง? ก่อนอื่นไม่ต้องตกใจไปนะคะ เราสามารถยื่นขอโฉนดที่ดินใหม่ได้ ส่วนขั้นตอนจะเป็นอย่างไร วันนี้เราจะมาบอกทุกคนเองค่ะ 1. แจ้งความต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันดับแรกเลยก็คือต้องไป แจ้งความต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อยืนยันว่าเจ้าของที่ดินนั้นไม่ได้นำโฉนดที่ดิน ไปจำหน่าย #จำนอง หรือแลกเปลี่ยนเป็นของผู้อื่น 2. ติดต่อกับสำนักงานที่ดิน เมื่อได้ใบบันทึกประจำวันมาเรียบร้อยแล้ว ให้นำเอกสารมาติดต่อที่สำนักงานที่ดิน เพื่อขอโฉนดที่ดินใหม่ โดยเอกสารที่ต้องเตรียมไปด้วยมีดังนี้ – บัตรประชาชนตัวจริงของผู้ที่ยื่นขอโฉนดที่ดินใหม่ – ทะเบียนบ้านตัวจริงของผู้ที่ยื่นขอโฉนดที่ดินใหม่ – ใบแจ้งความ / บันทึกประจำวัน – พยานบุคคล 2 คน พร้อมบัตรประชาชนตัวจริง ซึ่งหากเกิดปัญหาในภายหลัง พยานทั้ง 2 คนนี้ จะต้องเป็นพยานในชั้นศาลด้วย เมื่อเตรียมเอกสารทุกอย่างครบแล้ว จะต้องกรอกเอกสารรับรองและลงลายมือชื่อต่อหน้าเจ้าพนักงาน เพื่อรองรับว่าเจ้าของที่ดินได้ดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินใหม่จริงๆ . โดยในขั้นตอนการออกโฉนดที่ดินใหม่ทั้งหมดนี้ จะมีค่าธรรมเนียมประมาณ 75 บาท ทั้งนี้โฉนดที่ดินใหม่ หรือ ใบแทน จะมีประทับตราบนเอกสารว่า “ใบแทน” เพื่อแจ้งให้ทราบว่าเอกสารฉบับนี้ สามารถใช้แทนโฉนดที่ดินฉบับจริงได้ 100% เมื่อเกิดการทำนิติกรรมหรือมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายที่ดิน ใบแทนนี้จะมีผลทางกฎหมายไม่ต่างกับโฉนดตัวจริง . เป็นอย่างไรบ้างคะ โฉนดที่ดินหาย ขอใหม่ไม่ยากและไม่วุ่นวายอย่างที่คิดใช่ไหม แต่อย่างไรก็ตามเอกสารสำคัญแบบนี้ ควรเก็บไว้ให้ดีและไม่ทำหายจะดีที่สุดนะคะ เพราะเมื่อจะทำการขายต่อหรือนำไปทำธุรกรรมอื่นๆ เนี่ย ทั้งนักลงทุน นายหน้าอสังหา หรือบุคคลที่เราทำธุรกรรมด้วย ก็จะต้องขอดูโฉนดกันอย่างแน่นอนค่ะ —————————————————————————————– ได้รับการรับรองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แห่งประเทศไทย ให้บริการแบบครบจร One Stop Service บริการซื้อ ขาย เช่า คอนโด บริการฝากขาย ฝากเช่า คอนโด บริการบริหารและจัดการคอนโด LINE@ : https://lin.ee/UIbzhRs Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ #ลงทุนอสังหา #propertyinvestment #เอเจ้นท์ #Agent #propertyagent

25 สิงหาคม 2023
7 ข้อผิดพลาดสำหรับผู้ ปล่อยเช่าคอนโด มือใหม่

7 ข้อผิดพลาดสำหรับผู้ ปล่อยเช่าคอนโด มือใหม่

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่อยากลงทุนกับคอนโดฯ คงคิดว่าการ ปล่อยเช่าคอนโด เป็นเรื่องง่าย และได้เงินตลอดทุกเดือน เพียงแค่แต่งห้องให้สวยและถูกใจกลุ่มหมาย แต่ในความเป็นจริงแล้วการปล่อยเช่าคอนโดฯ ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด ยิ่งไปกว่านั้นผู้ปล่อยเช่ามือใหม่ อาจจะพลั้งพลาดและประมาทไปกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนทำให้ความความเสียหายตามมา วันนี้เราจะมาบอกถึงสิ่งที่ควรระวังและตรวจเช็คให้ดี ก่อนการ ปล่อยเช่าคอนโด ของคุณกันค่ะ มาเริ่มกันเลย . #ศึกษากฎระเบียบของโครงการคอนโดฯ ก่อนปล่อยเช่าคอนโด ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นผู้จ่ายเงิน และซื้อห้องนั้นมาครอบครองแล้วแต่อย่าลืมว่า คอนโดฯ แต่ละที่นั้นมีกฎระเบียบไว้ให้ลูกบ้านได้ปฎิบัตตาม อย่าลืมศึกษาให้ดีว่าทางคอนโดฯ มีกฎข้อห้ามใดบ้าง และแจ้งผู้เช่าให้ชัดเจน ไม่งั้นอาจจะถูกเรียกปรับได้โดยไม่รู้ตัวเลยนะ . #ละเลยการคัดกรองผู้เช่า ผู้ให้เช่าจำนวนไม่น้อยเลยที่กังวลเกี่ยวกับการหาผู้เช่า และอยากปล่อยห้องเช่าให้ได้เร็วที่สุด จนลืมให้ความสำคัญกับการตรวจสอบผู้เช่า ก่อนที่จะย้ายเข้ามาพักอาศัย ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงมากๆ ผู้เช่าที่คุณควรหลีกเลี่ยงเลย หากไม่อยากให้ห้องเสียหายหรือมีปัญหาตามมาก็คือ – มีอาชีพและสถานะทางการเงินที่ไม่มั่นคง เพราะในอนาคตอาจจะไม่สามารถจ่ายค่าเช่าคอนโดฯ ให้คุณได้ – ผู้ที่เข้ามาคุย มักจะเรียกร้องเอานี่เพิ่มนั่นเพิ่มมากจนเกินพอดี หรือขอต่อราคาลง เพราะเป็นไปได้ว่าในอนาคตอาจจะมีปัญหาตามมา – ผู้เช่าที่สูบบุหรี่ เพราะจะทำให้กลิ่นติดห้อง ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ของคุณ หรือในกรณีที่ไปสูบตรงระเบียง ก็อาจจะโดนเพื่อนบ้านร้องเรียนได้ ซึ่งผลกระทบจะตกมาอยู่ที่คุณได้ – ผู้เช่าที่มีเด็กเล็ก หรืออายุต่ำกว่า 10 ปี เพราะอาจจะทำให้ห้องของคุณสกปรกได้ เช่นการขีดเขียนผนัง ซึ่งการพิจารณาผู้เช่านั้นควรดูเป็นกรณีไป หากได้ผู้เช่าดีก็ถือว่าวินๆ กันไป แต่ถ้าหากได้ผู้เช่าไม่ดี เงินที่ได้มาอาจจะไม่คุ้มกับค่าเสียหายที่คุณได้รับเลย . #ไม่ได้ทำสัญญาเช่า ถือเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงเลยสำหรับข้อนี้ เพราะการให้เช่าก็นับเป็นธุรกิจ ควรมีการทำสัญญา ที่ระบุเงื่อนไขไว้ชัดเจนและรัดกุมมากที่สุด เพื่อให้ระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่ามีความเข้าใจที่ตรงกัน นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณและผู้เช่าได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายด้วย และคุณต้องมั่นใจด้วยว่าผู้เช่ารับทราบ และเข้าใจในข้อตกลงร่วมกันก่อนจะเซ็นชื่อลงในใบสัญญา . #ไม่ได้ตรวจสอบหลักฐานการโอนค่าเช่า ข้อนี้เป็นสิ่งที่ผู้ให้เช่าหลายคนมักละเลย และดูแค่ตัวหลักฐานผ่านๆ โดยไม่ตรวจสอบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเมื่อผู้เช่าส่งหลักฐานการโอนมา ผู้ให้เช่าควรเช็คให้ละเอียดว่ามีการโอนเงินจริงๆ โดยเช็คจาก วันที่ เวลาและยอดเงินในหลักฐาน ว่าตรงกับรายการบัญชีหรือไม่ ป้องกันผู้เช่าหัวหมอ ที่อาจจะปลอมหลักฐานและส่งมาให้คุณกันนะคะ . #ไม่ได้ตรวจสอบห้องพร้อมผู้เช่าในวันย้ายเข้าและบันทึกเป็นหลักฐาน ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ให้เช่าควรปล่อยผ่าน แต่ควรรวบรวมเป็นตารางรายการเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในห้องทั้งหมด พร้อมเก็บบันทึกภาพถ่าย สภาพปัจจุบันของเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้น โดยรวบรวมเป็นหมวดย่อยหรือแบ่งตามห้องต่าง ๆ เป็นไงกันบ้างคะการปล่อยเช่าคอนโดฯ ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดกันเลยใช่ไหม หากคุณอยากปล่อยเช่า แต่ยังเป็นมือใหม่และกังวลกับปัญหาที่จะตามมา ทาง Amber สามารถช่วยคุณได้นะคะ เรามีบริการตั้งแต่หาผู้เช่าจนถึงการบริหารจัดการห้อง หลังมีผู้เช่าแล้วโดยทีมงานที่มีประสบการณ์ หมดกังวลกับปัญหาข้างต้นได้เลยค่ะ —————————————————————– หากสนใจสามารถติดต่อมาได้ตามข้อมูลด้านล่างเลยนะคะ LINE@ : https://lin.ee/UIbzhRs Tel : 089-986-0202 Youtube : @amberrealty Tiktok : https://www.tiktok.com/@amberrealty #ซื้อขายคอนโดกรุงเทพ #ซื้อคอนโด #ขายคอนโด #เช่าคอนโดกรุงเทพ #ลงทุนคอนโด #คอนโดกรุงเทพ #condoforrent #condo #condobkk #คอนโดพระราม9 #พระราม9 #ลงทุนอสังหา #propertyinvestment #เอเจ้นท์ #Agent #propertyagent

25 สิงหาคม 2023